ฉาวสนั่นเมืองศรีสะเกษ ตำรวจโชว์กร่างช่วยเพื่อนเมาแล้วขับ ชนแล้วหนี

ฉาวสนั่นเมืองศรีสะเกษ ตำรวจโชว์กร่างช่วยเพื่อนเมาแล้วขับ ชนแล้วหนี

View icon 261
วันที่ 27 มี.ค. 2569 | 15.20 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ฉาวสนั่นเมืองศรีสะเกษ ตำรวจโชว์กร่างช่วยเพื่อนเมาแล้วขับ ชนแล้วหนี ขวางพนักงานสอบสวนไม่ให้พาไปโรงพัก ผู้การฯสั่งตั้ง คกก. สอบเอาผิดวินัย

วันนี้ (27 มี.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อว่า Siriyakorn Wt ได้มีการโพสต์วิดีโอ พร้อมข้อความระบุว่า “#ชนแล้วหนี #เมาแล้วขับ คู่กรณีมีแค่ 1 คนนะคะ คือคนเสื้อสีกรม กางเกงสีดำแถบขาว สะพายกระเป๋า #ส่วนท่านตำรวจเมืองศรีสะเกษที่ใส่เสื้อสีขาวกางเกงขาสั้น คือเพื่อนของคู่กรณี ***เมาแล้วขับแต่มีแบล็กใหญ่*** รถทางเราคือรถกระบะจอดอยู่เฉย ๆ นะคะ ถ้าพูดคุยกันดี ๆ คนเรามันให้อภัยกันได้ แต่!!!! มาฟังปากตำรวจเมืองศรีสะเกษกันค่ะ ปล.ท่านตำรวจเสื้อขาว ในคลิปท่านบอกว่าลงคลิปได้นะคะ” หลังจากคลิปดังกล่าวมีการเผยแพร่ ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์จำนวนมาก ถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตำรวจนายดังกล่าว และมีการแชร์ต่อกันในออนไลน์เป็นจำนวนมาก

จากภาพในวิดีโอ ปรากฏชายสวมเสื้อแขนยาวสีกรมท่า เป็นผู้ขับรถเก๋งสีขาว ทะเบียน 7071 ศรีสะเกษ ซึ่งก่อเหตุเฉี่ยวชนรถยนต์แล้วหนี โดยมีพฤติกรรมพูดจาคล้ายคนเมาเหล้า ขณะเดียวกัน ยังปรากฏภาพชายผมเกรียน สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว มีโลโกลักษณะคล้ายตำรวจ ซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นตำรวจสังกัดหน่วยงานหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ได้พยายามเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนที่เมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ และมีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

โดยชายดังกล่าวพยายามไม่ให้เพื่อนที่เมาแล้วขับส่งบัตรประจำตัวประชาชนให้กับพนักงานสอบสวนหญิง สภ.เมืองศรีสะเกษ และยังสั่งให้ผู้ก่อเหตุไม่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ พร้อมกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า “เอาตัวไปทำอะไร แจ้งข้อหาหรือยัง ไม่ต้องไป นั่งลงตรงนี้” พอเจ้าหน้าที่เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พบว่ามีสูงถึง 257 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหน้าตลาดนัดวันศุกร์ ถนนกวงเฮง อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เมื่อค่ำวันที่ 26 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยก่อนเกิดเหตุรถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับเฉี่ยวชนรถกระบะของผู้เสียหาย ภายหลังผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถกระบะ ได้แจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของคนขับรถเก๋ง พบว่ามีค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ล่าสุด น.ส.สิรินดา อายุ 30 ปี เจ้าของโพสต์ดังกล่าว เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น  วันที่ 26 มี.ค. 69 ตนจอดรถไว้ข้างถนน เพื่อเตรียมเก็บของที่ขายเสร็จใส่รถกระบะกลับบ้าน จังหวะนั้นมีรถเก๋ง สีขาว ขับมาชนรถกระบะของตน เกือบจะชนพ่อของตนด้วย หลังจากที่คู่กรณีชนเสร็จก็ขับรถหนี มีพลเมืองดีขี่รถบิ๊กไบก์มาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงพาพ่อขับตามรถที่ก่อเหตุคันดังกล่าว พอไปถึงจุดที่ปรากฏภาพในคลิป ตนจึงได้นำโทรศัพท์เพื่อที่จะโทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่คู่กรณีบอกกับตนว่าอย่าเพิ่งแจ้ง คู่กรณีอ้างว่าเพื่อนเป็นตำรวจเดี๋ยวจะโทรศัพท์แจ้งเอง ตนจึงบอกกับคู่กรณีไปว่าให้คู่กรณีโทรศัพท์ไปเลย ส่วนตนก็จะโทรศัพท์ตามตำรวจเหมือนกัน

สักพักผู้ชายที่ใส่เสื้อสีขาวกางเกงขาสั้นสีครีมก็มาถึง ตามที่ปรากฏในคลิป จากพฤติกรรมที่เห็น ตนจึงได้นำโทรศัพท์มาบันทึกคลิปวิดีโอไว้ หลังจากนั้นจึงมีการพูดคุยและถกเถียงกันกับตำรวจเจ้าของคดีตามในคลิป โดยวันนี้ตนมาที่ สภ.เมืองศรีสะเกษ เพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยกับคู่กรณี ซึ่งคู่กรณียอมชดใช้และจ่ายค่าเสียหายให้ทั้งหมด ส่วนเรื่องคดีเมาแล้วขับปล่อยให้เป็นไปตามขบวนการของตำรวจต่อไป แต่ยังมีสิ่งหนี่งที่ติดค้างในใจคือ อยากจะเจอคู่กรณีที่ใส่เสื้อขาวที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจ ตนยากเจอหน้าและอยากถามว่าทำไมไม่เข้ามาให้คำแนะนำ และพูดคุยกันดี ๆ กับประชาชน ทั้งที่เรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องของคนเสื้อขาวเลย ถ้าเป็นตำรวจทำไมไม่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตอนที่ตนถ่ายคลิปเจอเหตุการณ์แบบนั้นรู้สึกโมโห และตนกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม กลัวว่าคู่กรณีจะมีเส้นสายเป็นตำรวจ ตนเป็นแค่ประชาชนธรรมดา

ด้าน พล.ต.ต.ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบคลิปเหตุการณ์และพฤติกรรมที่ปรากฏในโลกออนไลน์แล้ว โดยนายตำรวจดังกล่าวสังกัดกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งคลิปถูกประชาชนบันทึกและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เบื้องต้นได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมดำเนินการทางวินัย หากพบว่ามีการประพฤติตนไม่เหมาะสม

ทั้งนี้จากการตรวจสอบยืนยันว่า นายตำรวจรายดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด แต่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการตำรวจ ซึ่งถือเป็นความผิดทางวินัยตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะมีการลงโทษถึงขั้นสังขังหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงในขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม ยานหลักฐานสำคัญคือคลิปวิดีโอที่ปรากฏอย่างชัดเจนในขณะนี้ จึงมีแนวโน้มว่าจะต้องถูกพิจารณาโทษทางวินัยตามระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง