สนามข่าว 7 สี - สถานการณ์ฝุ่นภาคเหนือ วิกฤตหนัก โดยเฉพาะเชียงใหม่ เมื่อคืนจุดชมวิวทะเลหมอกที่บ้านห้วยกุ๊บกั๊บ กลายเป็นจุดชมทะเลเพลิงไปแล้ว
บ้านห้วยกุ๊บกั๊บ ไฟป่าปะทุหนัก จ.เชียงใหม่
ที่บ้านห้วยกุ๊บกั๊บ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดไฟป่าขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ทีมดับไฟของหมู่บ้าน และหน่วยงาน อบต. ช่วยกันดับไฟ และทำแนวกันไฟอยู่ตลอด
เพจ บ้านสวนแม่นาหมี่โฮมสเตย์ ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยกุ๊บกั๊บ โพสต์ว่า "จุดชมวิวทะเลหมอก ได้กลายเป็น "ทะเลเพลิง" อุปสรรคสำคัญคือ กระแสลมแรง ที่พัดตลอดช่วงกลางคืน ส่งผลให้จุดที่เคยดับไปแล้ว กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง สร้างความลำบากให้กับการควบคุมเพลิง และทำให้ชาวบ้านต้องลุ้นระทึกตลอดทั้งคืน
สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงเดือนมีนาคมที่รุนแรงและวิกฤตต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอเชียงดาว แค่เมื่อวานวันเดียว พบจุดความร้อน 99 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์บริเวณตำบลปิงโค้ง เมืองนะ และทุ่งข้าวพวง
ควันไฟป่าที่ลอยปกคลุมท้องฟ้าหนาทึบ ได้ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในตำบลเมืองนะ อยู่ในระดับสีแดง 193.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ คนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ตั้งข้อสังเกตความผิดปกติของสถานการณ์ไฟป่า มักปะทุขึ้นช่วงหัวค่ำบนพื้นที่สูงชัน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นฝีมือมนุษย์ที่จงใจจุดไฟเผาป่า
เชียงใหม่ พบจุดความร้อน 651 จุด
นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รุดลงพื้นที่อำเภอเชียงดาว ติดตามวิกฤตการณ์ไฟป่าอย่างใกล้ชิด สั่งยกระดับบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า พร้อมสั่งผู้นำชุมชนเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ผ่านเสียงตามสายทุกเช้า-เย็น ให้ตระหนักถึงผลกระทบในระยะยาว และเตรียมความพร้อมรับมือกับปฏิบัติการฝนหลวง ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 เมษายนนี้
ศูนย์บัญชาการสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า จังหวัดเชียงใหม่ รายงานเมื่อวาน 29 มีนาคม พบจุดความร้อนเพิ่มขึ้นจากวันก่อนกว่า 5 เท่าตัว ถือว่าวิกฤติหนักที่สุดของปี
โดยมีจุดความร้อนทั้งหมด 651 จุด พื้นที่หนักที่สุด คือ อำเภอเชียงดาว 99 จุด รองลงมาเป็นอำเภอสะเมิง 98 จุด อำเภอแม่แตง 73 จุด อำเภอพร้าว 65 จุด อำเภอแม่วาง 50 จุด อำเภอฮอด 42 จุด อำเภอดอยสะเก็ด 40 จุด อำเภอสันทราย 25 จุด อำเภอดอยหล่อ 25 จุด อำเภอแม่แจ่ม 24 จุด อำเภอไชยปราการ 23 จุด อำเภอดอยเต่า 21 จุด อำเภออมก๋อย 18 จุด อำเภอสันกำแพง 17 จุด และกระจายตัวไปอีก 7 อำเภอด้วยกัน
สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม - 5 เมษายน จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช เป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา (โรคสมองและไมเกรน) และอาจารย์แพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ร่ายว่า "ปัญหาเผาป่า มันจัดการได้ แต่ไม่จัดการ" คนไข้ที่อยู่ในพวกหมู่บ้าน บอกไฟป่ามีชัด ๆ 2 แหล่ง คือ เตรียมแปลงเกษตร และล่าสัตว์-เก็บของป่า เวลาเผาจะเผาตามกัน เกิดมหกรรมไฟป่า แต่จับมือใครดมไม่ได้ ทั้งที่มีภาพหลักฐานจากดาวเทียม GISTDA และกรมควบคุมมลพิษ
ชาวเชียงใหม่ เริ่มเลือดกำเดาไหล
เพจ Drama-addict โพสต์ถึงปัญหาไฟป่าที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในเชียงใหม่อย่างหนัก ทำให้ประชาชนทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เลือดกำเดาไหล จากการสูดดมฝุ่น PM2.5 ทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ และติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนอื่น ๆ เช่น คอหอยอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ โพรงหลังจมูกอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ
และยังมีผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ การพัฒนาสมองในเด็กช้าลง เพิ่มโอกาสความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ความเสี่ยงของมะเร็งปอด และความเสี่ยงความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นต้น
ด้านเพจ ชมรมแพทย์ชนบท ระบุ วิกฤต PM2.5 ภาคเหนือเข้าขั้นโคม่า พื้นที่อันตรายสูงสุด โดยเฉพาะเชียงราย-เชียงใหม่ ค่าฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ถึง 14 มวนต่อวัน เด็ก-คนแก่เริ่มเลือดกำเดาไหล แต่มาตรการรัฐยังดู "ตั้งหลักไม่ได้" และไร้ความชัดเจนในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดน
วิธีปฏิบัติตัวในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 นอกจาการสวมหน้ากาอนามัย ชนิด N95 คือ การล้างจมูก สามารถล้างได้ เพราะจะช่วยนำสารก่อภูมิแพ้ ฝุ่นละออง หรือสิ่งสกปรก ออกจากจมูก
ส่วน️วิธีปฐมพยาบาลในกรณีเลือดกำเดาไหลออกจากจมูก 2 ข้าง ให้บีบบริเวณปีกจมูกทั้งสองข้าง และก้มหน้าลงเพื่อป้องกันเลือดไหลลงคอเกิดการสำลัก หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนออก และหายใจทางปาก หากไหลข้างเดียว อาจบีบจมูกข้างเดียว โดยกดค้างไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วลองปล่อย ถ้าหากยังมีเลือดกำเดาไหลอยู่ ควรไปโรงพยาบาล