“ข่าวปลอม” ดีเซลขึ้น 60 บาทต่อลิตร

View icon 9
วันที่ 30 มี.ค. 2569 | 06.09 น.
เจาะประเด็นข่าว 7HD
แชร์
เช้านี้ที่หมอชิต - เมื่อวาน ทำคนไทยตกใจทั้งประเทศ เจอ "ข่าวปลอม" ดีเซลขึ้นอีกลิตรละ 60 บาท ขณะที่รัฐบาลเปิดข้อมูลแล้ว เพราะเหตุใด “ราคาน้ำมันไทย” ต้องอิงตลาดสิงคโปร์

“ข่าวปลอม” ดีเซลขึ้น 60 บาทต่อลิตร
ทันทีที่ข่าวปลอมนี้ถูกแชร์ออกมา กระทรวงพลังงาน ต้องโพสต์ชี้แจงเหมือนกัน และขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ต่อ เพราะจะทำให้เกิดการแห่ไปเติมน้ำมันจนเกิดวิกฤตขาดแคลนอีก

รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวง เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลจากหนังสือภายในราชการ โดยไม่ระบุที่มา อ้างว่าจะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล สูงถึง 60 บาทต่อลิตร ในเวลา 18.00 น. ของเมื่อวาน ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ปัจจุบันยังตรึงอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร ส่วนในอนาคต ขึ้นอยู่กับ3 ปัจจัย

1.สถานการณ์ในตลาดโลก

2.การชดเชยผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

3.การปรับลดอัตราสรรพสามิต

ก.พลังงาน ตอบแล้ว ทำไมน้ำมันไทยต้องอิงสิงคโปร์
เพจ "ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล" โพสต์ชี้แจงแล้วกับข้อสงสัยของใครหลาย ๆ คน ด้วยหัวข้อ เปิดความจริง "ราคาน้ำมันไทย" ทำไมต้องอิงสิงคโปร์

เริ่มจากโครงสร้างราคาน้ำมัน ประกอบด้วย 2 ส่วน 1. ราคาขายหน้าโรงกลั่น และ 2. ราคาขายปลีก

แม้ไทยจะมีโรงกลั่นเอง แต่ไม่เพียงพอ จึงยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% ดังนั้น จึงมีต้นทุนสอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยอ้างอิงจากตลาดกลางของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งก็คือ "สิงคโปร์" เพราะเป็น 1 ในศูนย์กลางการค้าน้ำมันที่อยู่ใกล้ไทยมากที่สุด

การอ้างอิงนั้น ใช้ดัชนี "Mean of Platts Singapore หรือ MOPS" ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในการซื้อขาย ไม่ใช่ราคาที่สิงคโปร์ หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นผู้กำหนด แต่เป็นราคาซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคเอเชียที่ตกลงกันผ่านตลาดกลางที่สิงคโปร์ สะท้อนการซื้อขายของทุกประเทศในภูมิภาค

คำถามต่อมา หากไทยกำหนดราคาโดยไม่อิงตลาดได้หรือไม่ ก็ได้รับการชี้แจงแบบนี้

ราคาต่ำกว่าตลาด - ผู้ผลิตจะอยากส่งออก เพราะขายได้ราคาดีกว่า ส่งผลให้น้ำมันในประเทศจะขาดแคลน แล้วราคาจะสูงขึ้น เพราะมีความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย

ราคาสูงกว่าตลาด - ผู้ค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศแทน เพราะต้นทุนต่ำกว่า กระทบผู้ผลิตในประเทศ ขาดดุลการค้า จนอาจส่งผลให้เงินไทยอ่อนค่าลง

เหตุที่ต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ จะทำให้โรงกลั่นน้ำมันในไทย ต้องพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงการบริหารจัดการเสมอ เพื่อ "ลดต้นทุน" ให้แข่งขันกับโรงกลั่นอื่นในตลาดต่างประเทศได้

ที่สำคัญ ตลาดสิงคโปร์ มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดตะวันออกกลาง ตลาดยุโรป หรือตลาดอเมริกา

โพสต์นี้ถูกย้อนแย้งจากผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวท่านหนึ่ง ที่เข้าไปคอมเมนต์ ระบุว่า พูดถูกหลายจุดเรื่องโครงสร้างราคา แต่กำลัง “สลับเรื่อง” อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะการอิง MOPS เพื่อซื้อขายหรือบริหารความเสี่ยงนั้นถูกต้องในเชิงธุรกิจ แต่การนำราคานั้นมาเป็น “ราคาหน้าปั๊มแบบเต็มรูป” คือการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ ไม่ใช่สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อย่างที่พยายามอธิบาย

บอกว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% เลยต้องอิงตลาดโลก อันนี้จริงเพียงครึ่งเดียว เพราะน้ำมันที่คนไทยใช้จำนวนมากถูก “กลั่นในประเทศ” แต่ราคากลับถูกตั้งเหมือน “นำเข้าสำเร็จรูป” ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกัน และ premium ของตลาดสิงคโปร์ นี่คือจุดที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากำลังจ่ายเกินต้นทุนจริง

ส่วนประเด็นว่าถ้าไม่อิงแล้วจะเกิดการกักตุนหรือขาดแคลน ฟังดูเหมือนกฎตายตัว แต่ในโลกจริงไม่มีประเทศไหนปล่อยตลาดพลังงานแบบเสรี 100% รัฐมีเครื่องมือจัดการทั้งภาษี กองทุน โควตา และการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกอยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกใช้มากน้อยแค่ไหน

สรุปให้ชัดที่สุดคือ MOPS เป็นเพียงราคากลางของการค้า แต่ราคาที่คนไทยจ่ายคือผลลัพธ์ของการออกแบบนโยบาย คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราต้องอิงสิงคโปร์หรือไม่ แต่คือทำไมคนไทยต้องจ่ายเหมือนนำเข้าทั้งหมด ทั้งที่เรามีการกลั่นในประเทศอยู่แล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง