ดร.สนธิ อัดรัฐล้มเหลวแก้ฝุ่นพิษภาคเหนือ

ดร.สนธิ อัดรัฐล้มเหลวแก้ฝุ่นพิษภาคเหนือ

View icon 54
วันที่ 30 มี.ค. 2569 | 14.45 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
มาตรการเพียบ-เงินอุดหนุนหลายร้อยล้าน แต่ยังแก้ฝุ่นพิษภาคเหนือล้มเหลว ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือรุนแรงขนาดนี้ รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน เพื่อนำงบฯ มาช่วยผู้ประสบภัย

วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ วันนี้ (30 มี.ค.69) ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการจัดการฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือยังไร้ประสิทธิภาพ ค่าฝุ่นสูงติดอันดับโลก โดยระบุว่า ปัจจุบันเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ป่าไม้ภาคเหนืออย่างรุนแรงและมีการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศเพื่อนบ้านประ กอบกับทิศทางลมพัดฝุ่นPM2.5เข้าประ เทศไทยทำให้เกิดสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤตในช่วงปลายเดืนมีนาคม 69

รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิบัติการฯ ปี 2568-2570เพื่อป้องกันและลดฝ่นPM 2.5 โดยบูรณาการหน่วยงานร่วมกันโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่

1.นโยบาย "ปิดป่า" ปี 2569 กำหนดภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเพื่อป้องกันไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ โดยมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด

2.มาตรการ Burn Check  บังคับใช้ระบบบริหารจัดการการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเคร่งครัด เกษตรกรต้องลงทะเบียนและได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ

3.ลดการเผาภาคเกษตรโดยตั้งเป้าหมายลดจุดความร้อนในพื้นที่เกษตร กรรมไม่น้อยกว่า 15% ผ่านการส่งเสริมเกษตรปลอดการเผาและนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์ เช่น พลังงานชีวมวล

4.การแก้ไขหมอกควันข้ามแดนโดยใช้ Hotline Clear Skyประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา และ สปป. ลาว) เพื่อลดจุดความร้อนข้ามแดนและหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้าสู่ไทย

5.จัดสรรงบประมาณกว่า 620 ล้านบาทสำหรับการจัดการไฟป่าและเงินอุด หนุนพื้นที่เสี่ยงอีก 122 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในท้องถิ่น

สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือช่วงปลายเดือน มี.ค.69 โดยเฉพาะช่วงวันที่ 26-29 มี.ค.และในขณะนี้เข้าขั้นวิกฤต โดยเชียงใหม่ติดอันดับ1 เมืองมลพิษโลก พบจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศหลายพันจุด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติและยังมีฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเมียนมาร์และสปป.ลาวพัดเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยอีก จำปริมาณมาก

ฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือสูงเป็นประ วัติการณ์ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐในหลายมิติ ดังนี้

1.ข้อสั่งการที่ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ: แม้รัฐบาลจะสั่งการให้ผู้ว่าราชการจัง หวัดบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและตั้งเป้าลดการเผาลง 15%แต่ในทางปฏิบัติยังพบการเผาป่าและพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง สำหรับมาตรการปิดป่า (ปิดพื้น ที่เสี่ยงไฟป่า)ตามมติ ครม. 2569ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนรับมือ PM 2.5 โดยเน้นห้ามเข้าป่า,ลาดตระเวนเข้มข้นและการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะช่วยลดการเผาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุทั้งหมด เนื่องจากยังมีไฟป่า,มีการลักลอบเผาป่า, ฝุ่นข้ามแดน เป็นต้น

2.โครงสร้างการบริหารจัดการไม่ตอบโจทย์โดยระบบราชการ ปัจจุบันไม่สามารถรับมือกับวิกฤตได้ทันท่วงที ควรมีการกระจายอำนาจและงบประ มาณให้ท้องถิ่นในพื้นที่จัดการแก้ไขได้เบ็ดเสร็จและส่วนกลางให้การสนับสนุน โดยมีตัวชี้วัดกำหนดไว้อย่างชัดเจน

3.ปัญหาฝุ่นข้ามแดนโดยรัฐบาลยังไม่สามารถจัดการกับต้นตอฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีการประสานงานผ่านช่องทาง"Hotline Clear Sky"แต่จำนวนจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านยังคงอยู่ในระดับสูง

4. ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือรุนแรงขนาดนี้แต่รัฐบาลยังไม่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกร ณีฉุกเฉิน (การประกาศเขตภัยพิบัติ) จากฝุ่น PM 2.5 เพื่อนำงบประมาณฉุก เฉินมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและ ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง