วันนี้ (1 เม.ษ. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนใน จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นควันต่างเดินทางมาหาหมอเฉพาะทางที่โรงพยาบาลในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังมีการอาการแสบตาและภูมิแพ้กำเริบหลังได้รับผบกระทบจาก PM 2.5 จนทำให้เกิดอาการป่วย
ด้านนายแพทย์อภินันท์ ตันติวุฒิ แพทย์อายุกรรม โรงพยาบาลลานนา เปิดเผยว่า หลังพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีปริมาณฝุ่นควันหนัก โดยปีนี้สถานการณ์หนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา
โดยน่าจะเกิดจากสภาพอากาศและไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและค่า AQI สูงเกินมาตรฐาน ส่งผลทำให้มีคนไข้ที่รับผลกระทบเป็นผื่นแพ้เข้ามารักษาอาการที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว และคนไข้ที่เป็นโรคหอบหืด
รวมทั้งคนไข้ที่มีอาการหอบเหนื่อยแบบไม่ทราบสาเหตุนั้นได้มีประมาณมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยผลกระทบนั้นจะเกิดกับคนไข้ OPD ส่วน IPD นั้นคาดว่าสัปดาห์หน้าอาจจะได้รับผลกระทบซึ่งขณะนี้คนไข้ที่มารักษาตัวนั้นจะเป็นลมพิษ ผื่นแพ้ อาการแพ้ทั่วทั้งตัวบางรายก็จะมีการแพ้ที่รุนแรงส่วนทางหมอหู คอ จมูก นั้นก็จะพบว่ามีผู้ป่วยเขามารักษาตัวเพราะเลือดกำเดาไหลนั้นเพิ่มขึ้นเข้ามารักษาอาการวันละ 3-5 รายและโพรงจมูกอักเสบค่อนข้างรุนแรง
ขณะที่ทางด้านจักษุแพทย์นั้นระยะนี้ก็พบว่ามีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวเรื่องผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการระคายเคืองดวงตา และเหยื่อบุตาอักเสบสูงขึ้นมาก เพราะฝุ่นพิษนั้นมีความอันตรายสูงมาก เพราะจะซึมเข้าไปในเลือดและทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตสูงขึ้นด้วย และโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลันด้วยดังนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงมากๆเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ ขณะนี้
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์อภินันท์ เตือนให้ประชาชนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย N95 เวลาที่อยู่กลางแจ้งซึ่งจะสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ขนาดเล็กได้ดี ส่วนใครถ้าอยู่ในที่ร่มหรือในบ้านนั้นก็ต้องเปิดเครื่องฟอกอากาศและปิดประตูหน้าต่างประตูมิดชิดเพื่อไม่ให้ฝุ่นเล็ดลอดเข้ามา
ล่าสุดจังหวัดเชียงใหม่ออกประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอีก 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ฮอด , อ.สะเมิง , อ.เชียงดาว , อ.แม่วาง, อ.แม่แตง และ อ.ดอยสะเก็ดทั้งนี้ จังหวัดได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งด้านการดำรงชีพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ขณะเดียวกันยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหลายพื้นที่ยังคงมีความเสี่ยงจากไฟป่าและหมอกควันสะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตของประชาชนในวงกว้าง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงในระยะต่อไป