“ไทย” รับขึ้นทะเบียน GI ชีสชื่อดังจากอิตาลี “อาสิอาโก - กอร์กอนโซล่า” เพิ่มอีก 2 รายการ หวังยกคุณภาพระดับพรีเมียม ด้วยระบบควบคุมมาตรฐานเข้มทุกขั้นตอน
.
วันนี้ (3 เม.ย.69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การรับขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยว่ามีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น ทั้งยังเอื้อต่อการขยายความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อสนับสนุนการนำสินค้า GI ของไทยไปขึ้นทะเบียนและได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
.
ล่าสุด กรมฯ ได้ประกาศรับขึ้นทะเบียน GI ชีสจากประเทศอิตาลี 2 รายการ ได้แก่ “อาสิอาโก” และ “กอร์กอนโซล่า” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีจุดเด่นจากกระบวนการผลิตด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมและปัจจัยทางภูมิศาสตร์เฉพาะถิ่น รวมทั้งมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน จึงทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างชัดเจน และเป็นตัวอย่างของสินค้า GI ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและได้รับความนิยมในตลาดทั่วโลก
.
โดยชีสทั้ง 2 รายการ นับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 7 และ 8 จากอิตาลีที่ได้รับ GI ในไทย ต่อจากสินค้าที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย สินค้าไวน์แดง 3 รายการ ได้แก่ 1) บรูเนลโล ดิ มอนตาลชิโน 2) บาร์บาเรสโค และ 3) บาโรโล
.
สินค้าเนยแข็งและชีส 2 รายการ ได้แก่ 1) พาร์มิจิอาโน-เร็จจิอาโน และ
2) กรานาพาดาโน รวมทั้งสินค้าแฮม 1 รายการ ได้แก่ ปรอชชุตโต ดิ ปาร์มา ด้วยเหตุนี้ อิตาลีจึงเป็นประเทศ ที่มีจำนวนสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทยมากที่สุด รวม 8 รายการ
.
นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้า GI จากต่างประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทย รวมทั้งสิ้น 27 รายการ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) สก๊อตช์ วิสกี้ (สก๊อตแลนด์) ไอริชวิสกี้ (ไอร์แลนด์) ไวน์นาปา วัลเลย์ (สหรัฐอเมริกา) ตากีล่า (เม็กซิโก) พิสโก (เปรู) เมลอนยูบาริ (ญี่ปุ่น) กาแฟบวนมาถวด (เวียดนาม) เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรมฯ ในการสนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองสินค้าอัตลักษณ์จากทุกท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับนานาประเทศ โดยอิตาลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย การที่กรมฯ เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากสหภาพยุโรปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า ยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มีระบบการคุ้มครอง GI ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีโลก
.
นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการคุ้มครอง GI ไทยในต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศด้วย 11 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม เป็นต้น
.
ทั้งนี้ ยังมีสินค้า GI ของไทยที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว อีก 8 รายการ ใน 3 ประเทศ โดยหน่วยงานของต่างประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ประกอบด้วย จีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์ ญี่ปุ่น 4 รายการ ได้แก่ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะขามหวานเพชรบูรณ์ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และเวียดนาม 2 รายการ ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ (นครราชสีมา) และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว
.
และในปีนี้กรมฯ เตรียมยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ของไทยในต่างประเทศอีก 1 รายการ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า ควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์และสร้างมาตรฐานให้แก่สินค้า GI ในระดับสากล นำมาซึ่งประโยชน์แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
.