“ทรัมป์” ขอเพิ่มงบกลาโหม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2027 และขอลดงบโครงการไม่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ 10 %

“ทรัมป์” ขอเพิ่มงบกลาโหม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2027 และขอลดงบโครงการไม่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ 10 %

View icon 125
วันที่ 4 เม.ย. 2569 | 13.54 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“โดนัลด์ ทรัมป์” เสนอขอเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีหน้า และขอให้หั่นงบโครงการไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศลง 10%

วันนี้ (4 เม.ย. 69) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขอให้ลดงบประมาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศลง 10% สำหรับปีงบประมาณ 2027 และเพิ่มงบประมาณด้านการทหารขึ้นอีก 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงทำสงครามกับอิหร่านอยู่

โดยคำขอใช้งบประมาณปี 2027 นี้เกิดขึ้นในขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังเผชิญกับทางเลือกที่เสี่ยงในต่างประเทศ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังส่งกำลังทหารไปยังตะวันออกกลาง และประชาชนในประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งกับอิหร่าน

ทั้งนี้ คำขอเพิ่มงบประมาณนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งความขัดแย้งเกี่ยวกับการตัดสินใจด้านการใช้งบประมาณของ “ทรัมป์” เมื่อเร็ว ๆ นี้ เคยนำไปสู่การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

การเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างมหาศาลเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 นั้น รวมถึงการขึ้นเงินเดือนให้กับบุคลากรทางการทหาร 5-7% ในขณะที่กำลังทหารหลายพันนายกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่

ทางทำเนียบขาวอ้างว่า งบประมาณด้านกลาโหมครั้งนี้ใกล้เคียงกับ “การเพิ่มขึ้นครั้งประวัติศาสตร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2” และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมุมมองที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นของ “ทรัมป์” ต่อการใช้จ่ายด้านการทหารในสมัยแรกของเจ้าตัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกงบประมาณที่สูงระดับนี้ว่า “บ้าไปแล้ว”

โดย “ทรัมป์” ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยให้คำมั่นว่าจะลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง และควบคุมการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นของประเทศ โดยดึง “อีลอน มัสก์” มาเป็นผู้นำในความพยายามที่จปลดคนประมาณ 300,000 คน ออกจากงานของรัฐบาลกลาง ถึงกระนั้นก็ตาม การขาดดุลงบประมาณของประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ขึ้นกับพรรคการเมืองใด ๆ คาดว่าจะมีงบประมาณขาดดุลถึง 1.853 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วที่ขาดดุล 1.775 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ 39.016 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้รัฐบาลของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการต่อสู้ทางการเมืองส่วนใหญ่เกี่ยวกับการใช้จ่ายนั้นเกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่สภาควบคุมโดยตรง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1ใน 4 ของงบประมาณทั้งหมด หรือที่เรียกว่า "การใช้จ่ายตามดุลยพินิจ" (discretionary spending)

ทั้งนี้ คำของบประมาณปี 2027 ไม่ได้จัดการกับส่วนที่แพงที่สุดของการใช้จ่ายภาคบังคับของรัฐบาลกลาง นั่นคือ เงินบำนาญประกันสังคม และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเมดิแคร์สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งการเสนอตัดลดนั้นถือว่ามีความเสี่ยงทางการเมือง

หากได้รับการอนุมัติ การใช้จ่ายของรัฐบาลกลางทั้งหมดจะสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2027 เทียบกับประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ใช้จ่ายไปในปีงบประมาณปัจจุบัน

ทั้งนี้ คำขอเพิ่มงบประมาณด้านการทหารดังกล่าวจะถูกใจกลุ่มผู้สนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมในสภา แต่ก็เน้นให้เห็นว่า “ทรัมป์” พยายามหาเงินมาสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมไปแล้วเมื่อปีที่แล้วในร่างกฎหมายที่เป็นไปตามแนวทางของพรรค

โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ขอเพิ่มงบประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในสงครามกับอิหร่านแล้ว แต่ทำเนียบขาวยังไม่ได้ยื่นคำขออย่างเป็นทางการต่อสภา ซึ่งคาดว่าจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากสมาชิกสภาจากทั้งสองพรรคด้วย

นอกจากนี้ “ทรัมป์” ยังของบประมาณอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ ระบบป้องกันขีปนาวุธ (Golden Dome) ที่เป็นที่ถกเถียงกัน งบประมาณสำหรับการสร้างแหล่งแร่ที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และของบ 65 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างเรือรบและเรือสนับสนุนใหม่อีก 34 ลำ