ข่าวเย็นประเด็นร้อน - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคดีน้ำมัน ประชุมด่วน นัดแรก รอคณะกรรมการดีเอสไอ พิจารณาเคาะเป็นคดีพิเศษ ยืนยันพบน้ำมันหายกลางทะเลจริง
พบเรือ 30 ลำ ลักน้ำมันกลางทะเล กว่า 70 ล้านลิตร
เป็นคำยืนยันของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองประธาน คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือ กคพ. บอกว่า กรณีเรือบรรทุกน้ำมัน ออกจากคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำน้ำมันไปส่งที่คลังน้ำมัน 6 แห่ง ขาไปบรรทุกน้ำมัน 217 ล้านลิตร แต่ปลายทาง เหลือน้ำมัน 160 ล้านลิตร หายไป 57 ล้านลิตร คดีนี้มีความผิดชัดเจน
จากข้อมูลของ ศรชล. ทราบว่า คดีนี้พบเรือขนาดใหญ่ประมาณ 30 ลำ แล่นมาเจอเรือบรรทุกน้ำมัน แล้วจอดถ่ายน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำแบบนี้รวมกัน 96 เที่ยว ล่าสุดยอดน้ำมันหายเพิ่มไปกว่า 70 ล้านลิตร ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซล
ซึ่งเรือที่มารับน้ำมัน คาดว่าต้องเป็นเรือขนาดใหญ่ และต้องไม่ใช่เรือประมง เนื่องจากน้ำมันมีปริมาณมากเกินกว่าเรือประมงจะรับไหว ในส่วนนี้ต้องรอติดตามข้อมูลจาก ศรชล. ว่าพบความผิดปกติในเรดาห์หรือไม่
ส่วนกรณี บริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด หนึ่งในบริษัทฯ ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติ และมอบหมายตัวแทนพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าแจ้งความเอาผิด ฐานกักตุนสินค้าควบคุม โดยมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด หรือเก็บสินค้าควบคุมไว้ ณ สถานที่อื่น นอกจากสถานที่เก็บตามที่ได้แจ้งต่อพนักงาน
พลตำรวจโท รุทธพล บอกว่า เวลานี้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปสอบปากคำได้ แต่ต้องขอรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเรียกเข้ามาสอบปากคำ ส่วนที่บริษัทฯ เตรียมแถลงชี้แจง ก็พร้อมรับฟังไว้ แต่ต้องดูหลักฐานประกอบ
บริษัทฯ เอกชน แถลงโต้รัฐ ไม่ได้กักตุนน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี
ขณะเดียวกัน บริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด ที่ถูกพาดพิง ก็ตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นทางการ หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกประชุมด่วน ยืนยันว่าปริมาณน้ำมัน 2 ล้านลิตร ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ เป็นการจัดเก็บตามกระบวนการดำเนินธุรกิจตามปกติ
ตัวแทนบริษัท บอกว่า บริษัทไม่รู้สึกหนักใจ และเตรียมเอกสารข้อมูลที่ดำเนินการถูกต้องตามระเบียนข้อบังคับ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ทุกขั้นตอนไว้ชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนแล้ว
ยืนยันว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกํากับดูแลกําหนดอย่างเคร่งครัด และไม่ได้มีพฤติการณ์กักตุนสินค้า เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ