ผลวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย เผยว่า ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถจดจำ “ความฝัน” ของตัวเองได้ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงเป็น “โรคอัลไซเมอร์” ในระยะแรก
วันนี้ (9 เม.ย. 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลวิจัยใหม่จากศูนย์สุขภาวะสมองที่เสื่อมสภาพ (CHeBA) สังกัดมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เผยว่า การไม่สามารถย้อนนึกถึง ระหว่างนอนหลับในช่วงบั้นปลายชีวิตอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพระยะแรกที่เชื่อมโยงกับ “โรคอัลไซเมอร์” โดยผู้ไม่สามารถจำความฝันได้มีอัตราการเสื่อมถอยทางสติปัญญาสูงกว่าผู้จำความฝันได้ถึง 2 เท่า
ทาง “แดร์เรน ลิปนิกกี” นักวิจัยประจำศูนย์สุขภาวะดังกล่าว และผู้เขียนหลักของผลการศึกษาฉบับนี้ที่เผยแพร่ผ่านวารสารโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม : การวินิจฉัย การประเมิน และการเฝ้าติดตาม (DADM) กล่าวว่า การจดจำความฝันได้อาจเป็นตัวบ่งชี้ที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ โดยผู้สูงอายุที่ไม่สามารถจำความฝันของตัวเองได้อาจกำลังแสดงสัญญาณเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์แล้ว แม้ความจำโดยรวมยังคงดูปกติ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ดูจะสะท้อนความผิดปกติในเครือข่ายโหมดพัก (DMN) ของสมอง ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับทั้งการฝันและโรคอัลไซเมอร์ โดยคณะนักวิจัยพบว่าการจดจำความฝันได้ไม่ดีมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับยีน APOE ε4 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมหลักของ “โรคอัลไซเมอร์” และระดับสารบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือด p-tau217 ที่สูงขึ้น โดยความเชื่อมโยงนี้ไม่ขึ้นอยู่กับระดับความจำ
นี่อาจบ่งชี้ว่าสมองกำลังสร้างความฝันน้อยลงหรือไม่ชัดเจนเท่าเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทในระยะแรก โดยกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ระบุว่า จำความฝันไม่ได้ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษามีแนวโน้มจะเป็นโรคสมองเสื่อมมากขึ้นในอีก 10 ปีถัดไป และการจดจำความฝันที่ประเมินได้ด้วยคำถามเดียวอาจเป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนต่ำและใช้ได้ในวงกว้างในการช่วยระบุความเสี่ยงเร็วขึ้น