ไฟเขียว รับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ เริ่มสุราษฎร์ฯ เคสแรก พบพิรุธ 24 เที่ยวเรือ เดินทางล่าช้า-ประวิงเวลา

ไฟเขียว รับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ เริ่มสุราษฎร์ฯ เคสแรก พบพิรุธ 24 เที่ยวเรือ เดินทางล่าช้า-ประวิงเวลา

View icon 87
วันที่ 9 เม.ย. 2569 | 18.45 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
บอร์ด กคพ. ไฟเขียว รับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ เริ่มสุราษฎร์ฯ เคสแรก ไล่เช็กบิลตั้งแต่ 1 มี.ค.69 เผย พบพิรุธ 24 เที่ยวเรือ เดินทางล่าช้า-ประวิงเวลา มีน้ำมันเกี่ยวข้อง 60 ล้านลิตร

วันนี้ (9 เม.ย.69) ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้รับกรณีสืบสวนการกักตุนน้ำมัน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ในฐานความผิดอาญาอื่น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นกรณีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน และการกักตุนสินค้า อันส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วหน้า จึงมีมติรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เห็นชอบให้ดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งเข้าข่ายความผิดอาญาเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนิยามของกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยต้องเป็นการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 รวมถึงผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้จดทะเบียน หากมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

โดยได้กำหนดกรอบระยะเวลาการกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย โดยหลังจากนี้ หากมีมติรับกรณีเหล่านี้เป็นคดีพิเศษแล้ว ดีเอสไอจะตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาคี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกฝ่าย

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า การสอบสวนจะเริ่มจากกรณีในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งพบพฤติการณ์เข้าข่ายความผิด ปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการส่งมอบน้ำมัน และที่ประชุมมีมติให้ครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับใด หากเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงก็อยู่ในขอบเขตการสอบสวน รวมถึงกรณีน้ำมันสูญหายกลางทะเลในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ปริมาณ 57 ล้านลิตร และกรณีคลังน้ำมันรายใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเรือน้ำมัน 99 เที่ยวเรือ พบความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ ในลักษณะของการเดินทางล่าช้า ประวิงเวลาระหว่างขนส่ง เดินเรือไม่เป็นไปตามเส้นทางตามปกติ คิดเป็นปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องราว 60 ล้านลิตร แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นกรณีน้ำมันสูญหาย โดยใน 24 เที่ยวเรือที่พบความผิดปกตินั้น เป็นเรือจากบริษัทเอกชนหลายบริษัท เรือบางลำมีการวิ่งหลายเที่ยว ส่วนปลายทางของน้ำมันอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก

ส่วนกรณีการตรวจสอบในพื้นที่ จ.ระยอง ขอนแก่น ปทุมธานี และสมุทรสาคร วานนี้ ( 8 เม.ย.69) ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง