กระทรวงอุตฯ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยผู้ประกอบการ SME ฝ่าวิกฤตพลังงาน

กระทรวงอุตฯ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยผู้ประกอบการ SME ฝ่าวิกฤตพลังงาน

View icon 42
วันที่ 11 เม.ย. 2569 | 12.37 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“วราวุธ” เผย กระทรวงอุตฯ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยผู้ประกอบการ SME ฝ่าวิกฤตพลังงาน เปิดแพ็จเกจเงินกู้ 3 ผลิตภัณฑ์ ดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 3 ปี

วันนี้ (11 เม.ย.69) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษที่ทำเนียบรัฐบาล มีพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

นายวราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม มีมาตรการช่วยผู้ประกอบอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง และกลุ่ม SME ที่เริ่มประสบปัญหาต้นทุนสินค้า รวมถึงวัตถุ ดิบที่ขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้น  เพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนใน 3 มิติ ทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเสริมสภาพคล่องช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่เริ่มมีมีปัญหาผ่อนชำระหนี้ และส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ

“ขณะนี้ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียเม็ดเงิน 20,000 ล้านบาทเพื่ออัดฉีด เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องขอตั้งงบประมาณใหม่“

สำหรับแพ็คเกจการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% คงที่ 3 ปี โดยกลุ่มแรกสินเชื่อ SME Green Productivity ให้วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อรายนำไปลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ 2 เรียกว่า สินเชื่อ ปลุกพลัง SME”เน้น  SME รายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และผลิตภัณฑ์ที่ 3  สินเชื่อ Beyondติดปีก SME”ให้วงเงินกู้สูงสุด30 ล้านบาทต่อราย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ  นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อพิเศษอื่นเพื่อเติมทุนให้กู้สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยเชื่อว่าดอกเบี้ยของ SME D Bank ไม่แพงไปกว่าสถาบันการเงินรายใหญ่ กำชับให้  SME D Bank พิจารณาเงื่อนไขอย่างอะลุ่มอล่วยมากขึ้นสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เสริมสภาพคล่องมากขึ้น ขณะที่ลูกหนี้กลุ่มหนี้กลุ่มเปราะบางมีแนวทาง “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น  ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวด เพื่อประคับประคองให้พ้นวิกฤต

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีมาตรการสนับสนุนอีก 2-3 เรื่อง มุ่งลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความมั่นคงทางวัตถุดิบ เช่น การส่งเสริมเชื้อเพลิง ดีเซลผสมปาล์ม D20 ถึง D70 และเอทานอล E20 ถึง E85 เพื่อผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลจากใบอ้อย การปรับปรุงเครื่องจักรโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการแก้ปัญหาเม็ดพลาสติกขาดแคลน โดยใช้พลาสติกรีไซเคิลเพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเชื่อมโยงภาคเกษตรกับโลจิสติกส์  จะสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และโอกาสสร้างเศรษฐกิจใหม่ การส่งเสริมธุรกิจใหม่ที่เน้นการประหยัดพลังงานและยกระดับโรงงานอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าเพิ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานอีกอย่างน้อย 40 รายการ เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น

“ มาตรการทั้งหมดไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐบาล เพราะ SME Bank มีวงเงิน พร้อมดำเนินการทันที ผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอสินเชื่อได้ที่ธนาคาร SME Bank หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่”

ส่วนปัญหาราคาน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้น นายวราวุธ กล่าวว่า ราคาไม่ได้มาจากอ้อย แต่เกิดจากจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่แพง ซกึ่งหลังจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ จะหารือร่วมกับผู้ประกอบการ โดยคำนึงถึงผู้บริโภค

“เม็ดพลาสติกที่ขาดแคลน ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เราจำเป็นต้องอยู่กับสถานการณ์ และมีทางเลือกเริ่มจากตัวเอง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค อย่างขวดน้ำพลาสติกเฉลี่ยวันละ 2 ขวดต่อคนถ้าองค์กรมีคน 2,000 คนใช้ขวดพลาสติก 4,000 ขวด แต่ถ้าเราพกกระบอกน้ำก็ช่วยลดขยะพลาสติกที่ปัจจุบันมีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี เพิ่มมา 700,000 ล้านตัน”