ผลสอบใช้รถหลวงลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ฟันวินัย-อาญา นาวาเอก

ผลสอบใช้รถหลวงลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ฟันวินัย-อาญา นาวาเอก

View icon 88
วันที่ 13 เม.ย. 2569 | 14.40 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
กอ.รมน. ภาค 4 เผย ผลสอบ นาวาเอก ให้ยืมรถหลวงยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์ ฟันวินัย-อาญา มีโทษไล่ออก-ปลดออก  ย้ำ ไม่ปกป้องคนผิด

วันนี้ (13 เม.ย.69) พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ผอ.รักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พันเอก มานะ ปริญญาศิริ ผอ.สำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และ พลตำรวจตรี ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ชี้แจงความคืบหน้าและข้อเท็จจริงกรณีนำรถยนต์ของทางราชการในสังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ไปใช้ในการก่อเหตุถล่มยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ส่งผลทำให้คนขับรถและผู้ติดตาม ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านพัก หมู่ 9 ถนนเพชรเกษม ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา

พลโท นราธิป กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และเน้นย้ำให้การสืบสวนสอบสวน ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว รอบด้าน เกิดความชัดเจนในทุกมิติ ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญคือ “ไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบคำสั่งของทางราชการ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด

สำหรับการดำเนินคดี ขณะนี้หน่วยงานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ทั้งการสนับสนุนกำลังพล การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการร่วมปฏิบัติในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การคลี่คลายคดีมีความคืบหน้าไปมาก จนนำไปสู่การติดตามผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวถึงมาตรการตรวจสอบภายในว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพิจารณาการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและตอบคำถามข้อสงสัยของสังคมได้อย่างโปร่งใส ยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมและสามารถตรวจสอบได้ ย้ำว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก เรามุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานของหน่วยงาน และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

ด้าน พันเอก มานะ เผยถึงรายละเอียดผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ คือ รถกระบะที่ใช้ในงานธุรการของ กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส โดยพฤติการณ์ความผิดของ นาวาเอก ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรถ ซึ่งใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ อนุญาตให้ เรือเอก วิโรจน์ ยืมรถไปใช้ส่วนตัวถึง 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16 มี.ค.69 ซึ่งเป็นการยืมโดยไม่มีเอกสารอนุมัติและไม่แจ้งสถานที่ใช้งาน ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ กอ.รมน.ว่าด้วยรถยนต์ราชการ พ.ศ. 2553 อย่างร้ายแรง  โดยสามารถแยกความผิดของนาวาเอก ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ด้านความผิดทางแพ่ง จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของทางราชการทั้งหมด เนื่องจากเป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ

ด้านความผิดทางวินัย ซึ่งการกระทำของนาวาเอก เข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ โดยหน่วยได้ดำเนินการส่งตัวนาวาเอกมนตรี กลับต้นสังกัด และเสนอให้กองทัพเรือดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออก หรือ ไล่ออกจากราชการ

ส่วนความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. จากพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน นาวาเอก มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุยิงนายกมลศักดิ์หรือไม่ อย่างไร 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส จะต้องจัดผู้แทนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับนาวาเอก ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ  ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ (กรณีเอื้อประโยชน์ให้เพื่อนใช้ทรัพย์หลวง) มีอัตราโทษจำคุก 5 - 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือปรับ 100,000 - 400,000 บาท และมาตรา 157 : ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี ปรับ  ตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ พลตำรวจตรี ประยงค์ เผยถึงความคืบหน้าคดีว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุและการตรวจพิสูจน์รถคันดังกล่าวอย่างละเอียด พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุ โดยคดีมีความคืบหน้าอย่างมาก จากการได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลเชิงลึกจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งนี้ กำลังเร่งตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ให้ยืมรถกับผู้ก่อเหตุ เพื่อขยายผลจับกุมผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ช่วงท้ายของการแถลง พลโท นราธิป กล่าวย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัวบุคคล ซึ่งมีการนำทรัพยากรของทางราชการไปใช้โดยมิชอบ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในภาพรวมของหน่วยงานแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้อง หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมโดยเด็ดขาด ในขณะเดียวกัน ขอเรียนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มุ่งมั่น และยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ 

รายงานล่าสุดระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว นายธนภัทร ซึ่งเป็นหนึ่งในมือปืนตามหมายจับได้แล้ว ขณะกำลังพยายามหลบหนีในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการปฏิบัติการดังกล่าว อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาอีกราย คือ ร้อยเอกวิโรจน์ เกตุมณี ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหลบหนี พร้อมทั้งขยายผลไปยังเครือข่ายและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการก่อเหตุในครั้งนี้

ท้ายที่สุดนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอยืนยันว่า เราจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และสร้างความสงบสุขให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง