สุดยอด! รพ.สรรพสิทธิประสงค์ “ปลูกถ่ายตับ” สำเร็จแห่งแรกของ สป.สธ.

สุดยอด! รพ.สรรพสิทธิประสงค์ “ปลูกถ่ายตับ” สำเร็จแห่งแรกของ สป.สธ.

View icon 101
วันที่ 16 เม.ย. 2569 | 16.35 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
รพ.สรรพสิทธิประสงค์ “ปลูกถ่ายตับ” สำเร็จแห่งแรกของ สป.สธ. ผู้ป่วยพักฟื้นเพียง 14 วัน สามารถกลับบ้านได้ เล็งขยายบริการปลูกถ่ายอวัยวะให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เผยที่ผ่านมาปลูกถ่ายไขกระดูกไปแล้ว 90 ราย ปลูกถ่ายไต 245 ราย

วันนี้ (16 เมษายน 2569) ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี  นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวการปลูกถ่ายตับสำเร็จเป็นรายแรกของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมเปิดนิทรรศการและศูนย์ความเป็นเลิศ Hepatobiliary & Liver Tranplantation และฉลองความสำเร็จในการปลูกถ่ายไขกระดูกรายที่ 90 ของโรงพยาบาล

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยที่อวัยวะต่างๆ ไม่ทำงาน ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ที่ผ่านมาโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ได้พัฒนางานปลูกถ่ายอวัยวะอย่างต่อเนื่อง
สามารถปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตสำเร็จเป็นรายแรกในปี 2540
ปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคอวัยวะสมองตายสำเร็จรายแรกในปี 2550 ปัจจุบันมีผู้ป่วยปลูกถ่ายไตสะสม 245 ราย อัตรารอดของไตที่ปลูกถ่ายเทียบเท่าโรงเรียนแพทย์

จากนั้นได้พัฒนาการปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่ออื่นๆ ได้แก่ ไขกระดูก กระดูก และกระจกตา โดยความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต/ห้องผ่าตัด เภสัชกรด้านยากดภูมิ นักโภชนาการ นักสังคมสงเคราะห์ รวมทั้งทีมพยาบาลประสานงานระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ส่งผลให้ในเดือนกันยายน 2568 ผ่านการประเมินจัดตั้งกลุ่มงานการพยาบาลการรับบริจาค ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็น 1 ใน 6 แห่งของประเทศไทย

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์มุ่งพัฒนา “ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Hepatobiliary & Liver Transplantation” โดยลงนามความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 ในการพัฒนาการผ่าตัด ดูแลรักษาผู้ป่วยปลูกถ่ายตับอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล นำมาสู่ความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายตับเป็นรายแรกของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

โดยเป็นผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 53 ปี เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังเนื่องจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ และโรคตับระยะสุดท้าย เข้ารับการปลูกถ่ายตับในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดและสามารถจำหน่ายกลับบ้านได้วันที่ 27 มีนาคม 2569 รวมระยะเวลานอนโรงพยาบาล 14 วัน ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ และระบบสนับสนุนที่เข้มแข็ง

ทั้งนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมทั้งผู้บริจาคอวัยวะและครอบครัวที่ได้เปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นความหวังและโอกาสมีชีวิตใหม่ของผู้ป่วยที่รอคอยอวัยวะอีกหลายชีวิต และขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมแสดงความจำนงเป็นผู้บริจาคอวัยวะและดวงตาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่

ด้าน นพ.ธิติ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ปี การปลูกถ่ายตับสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น โดยอัตราการรอดชีวิตในระยะ 1-3 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 80-90% และ 75% มีอายุยืนต่อไปอีก 5 ปี ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายตับกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย 438 ราย ซึ่งโรงพยาบาลที่สามารถปลูกถ่ายตับได้มีเฉพาะโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในเขตสุขภาพที่ 10  จึงมีการพัฒนาศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ขั้นสูงตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นได้ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง