เปิดคลิปแฉอดีตบิ๊กตำรวจ ขู่พยาน-สร้างหลักฐานเท็จ คดีสินบนทองคำ 246 บาท

เปิดคลิปแฉอดีตบิ๊กตำรวจ ขู่พยาน-สร้างหลักฐานเท็จ คดีสินบนทองคำ 246 บาท

View icon 150
วันที่ 18 เม.ย. 2569 | 17.33 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
โฆษก ตร. เปิดคลิปแฉ เสียงอดีตบิ๊กตำรวจ ข่มขู่พยาน-สร้างหลักฐานเท็จ คดีสินบนทองคำ 246 บาท ยันคลิปจริงได้มาถูกต้องตรวจสอบได้ พบขบวนการปล่อยเฟคนิวส์ -ไอโอ-เพจอวตาร ด้อยค่าคณะทำงาน

วันนี้ ( 18 เม.ย. 69 ) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. และ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการ ปปป. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดี สินบนทองคำ 246 บาท หลังคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณา
   
โดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า หลังได้รับมอบหมายจาก ปปช. ให้ดำเนินการสอบสวน พนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล เอกสาร และพยานวัตถุ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของทุกฝ่าย จากการพิจารณา พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา4 คน คือ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ,นายสมบัติ ,นายสรพงษ์ ,นายสุรสิทธิ์ ในข้อหาร่วมกันคิดสนบททองคำ และมีสั่งไม่ฟ้อง 1 คน คือ นายสามารถ ทั้งนี้คดีได้ดำเนินการตามกฎหมาย และอยู่ชั้นกระบวนการของพนักงานอัยการ

จากเดิม ผู้กล่าวหาคือ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย มีการกล่าวหาทั้งหมด 5 คน แต่จากการสอบสวน พบข้อมูลที่ทำความเห็นทางคดีได้ ว่าเห็นควรสั่งฟ้องใคร ไม่สั่งฟ้องใคร จึงเป็นที่มาของการสั่งฟ้องทั้ง4คน ส่วนภาพที่เผยแพร่ จากเฟคนิวส์ เพจอวตารนั้น ขอยืนยันว่า การดำเนินคดีของตำรวจเป็นไปตามพยานหลักฐานในสำนวน และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ถูกแทรกแซงจากบุคคลใด

และยังพบด้วยว่า ระหว่างการดำเนินการสืบสวนสอบสวน พบพฤติกรรมบางอย่างที่อาจกระทบต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้สิทธิทางกฎหมาย การร้องเรียน และการแจ้งความ และการติดต่อกับพยานบุคคล ซึ่งอาจจะมีผลต่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ ทำให้พนักงานสอบสวนได้พิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบให้เข้าใจภาพรวมข้อเท็จตริง โดยไม่สับสน

ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเปิดเผยคลิปเสียงบางส่วนที่เป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีโดย และขอยืนยันว่าคลิปที่นำเสนอเป็นเพียงบางช่วงบางตอนแต่การพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการตาม รวมทั้งการประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นอำนาจของศาล

ทั้งนี้ ตำรวจได้ทำการเปิดคลิปเสียง เป็นเวลานานกว่า 1ชั่วโมง โดยไล่เรียงพฤติการณ์ของคู่สนทนา ซึ่งในคลิปเสียงจะมี 3ตัวละคร คือ นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิด  หนึ่งใน 5 ผู้ต้องหาที่ไม่ใช่กลุ่มข้าราชการ /บิ๊กโจ๊ก /และทนายอู๊ด โดยมีเสียงตั้งแต่พฤติการณ์ ใช้ช่องวางทางกฎหมาย ข่มขู่อ้างเป็นผู้มากบารมี /บิดเบือนความจริง สร้างเรื่องเพื่อใช้ต่อสู้คดีด้วยความเท็จ เผยแพร่สังคมออนไลน์ชี้นำสังคมกดดันกระบวนการยุติธรรม /ขบวนการซักซ้อมพยานเท็จ สร้างพยานคนนอกที่ไม่ใช่ผู้ต้องหาให้การเท็จ /ใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเอาตัวรอด /กล่าวอ้างถึงคอนเน็กชัน และดีลลับฟอกเงิน

หลังเปิดคลิปเสียงเสร็จสิ้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐาน และยืนยันว่า ตำรวจจะใช้การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนเหตุผลของกทีอกมาแถลงข่าวในวันนี้พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ตามที่ได้ฉายภาพให้เห็นเพราะเรื่องนี้มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางแพร่หลาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้เกิดผลกระทบกับข้อเท็จจริง และกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และมีการเผยแพร่ข้อมูลอวตารไปเรื่อยๆ จึงต้องทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้อง มาแถลงข้อเท็จจริงให้ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พร้อมย้ำว่ทคลิปเสียงดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานเท่านั้น  และวันนี้ที่แถลง เพื่อที่จะยังยั้ง นำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ และเชื่อว่าจะหยุดยั้งเฟคนิวส์ และเพจอวตารได้เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริสุทธิ์ ไม่ให้กระทบกับกระบวนการยุติธรรม และเราเดินตามพยานหลักฐานและไม่ได้เดินตามกระแสโซเชียล

และยืนยันว่า คลิปได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ในชั้นพิจารณาคดีของศาล และการได้มาอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมายทุกอย่าง และเผยแพร่ได้ ซึ่งเป็นการพูดคุยของคู่สนทนาฝั่นหนึ่ง มีทั้งนายสามารถ/ บิ๊กโจ๊ก /ทนายอู๊ด  โดยนายสามารถเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีสินบนทองคำ ซึ่งคลิปดังกล่าวมีการพูดคุยกันหลายช่วงเวลา และมีการพูดคุยกับนายสามารถหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเป็นคดีความ โดยการพูดคุยกันที่เกิดขึ้นหลังเป็นคดีนั้น พนักงานสอบสวนพบว่า มีพฤติการณ์บางอย่างที่อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานกับเจ้าหน้าที่ และมีผลกระทบกับพยานบุคคล ซึ่งส่งผลให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง

ส่วนสำนวนของนายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ได้ส่งไปคณะไต่สวนพิเศษของศาลฎีกาแล้ว เพราะคดีนี้เป็นคดีแรกที่ดำเนินคดีกับคนในองค์กรอิสระ ซึ่งคุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระ กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องดำเนินคดีที่ใด จึงส่งเรื่องไป รัฐสภา และรัฐสภา รวบรวมเสียงส่งไปยังประธานศาลฎีกา โดยประธานศาลฎีกา สั่งให้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาไต่สวนแล้ว ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลือ พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสืบสวนจนส่งพนักงานอัยการเรียบร้อยแล้ว

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์  มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวยื่นฟ้องเอาผิด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”  พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เป็นเรื่องของผู้ต้องหาที่จะดำเนินการฟ้องร้องกับใคร และยืนยันว่า ทีมงานของสอบสวนกลาง ทำใจเรื่องที่ถูกฟ้อง เพราะตั้งแต่ทำคดีมินนี่ก็ถูกฟ้อง10-20คดี เพราะแผนปทุษกรรมของคนกลุ่มนี้ เป็นการฟ้องปิดปาก เพื่อให้เกรงกลัวและเกิดการเจรจา ทำเฟคนิวส์ ทำไอโอ และเพจอวตาร ทำให้พวกเราเกิดความสับสน ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำคือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็กำลังบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด แม้เป็นรองผบ.ตร. ก็ขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการ และเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เราพิจารณาแล้วว่า เราทำโดยสุจริต  ที่กฎหมายให้อำนาจเรา สิ่งที่ผู้ต่องหาใช้สิทธิมาฟ้องร้อง

“พวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ใช่ไปดูถูก เพราะกระบวนการทางกฎหมายเราทำมาถูกต้อง ชอบธรรม และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ มันมีทางเดินของแต่ละเรื่อง ถ้าทำไม่ได้ปัญหาทุกอย่างที่ติดขัดก็ไปไม่ได้ เราเชื่อว่าตอนนี้กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานก็ปล่อยให้เดินไป และถ้ากลุ่มคนพวกนี้ วันข้างหน้าได้มาดูแลพี่น้องประชาชนจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ก็ดูสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ปรามาส”

ทั้งนี้ การดำเนินคดี เป็นการไม่ให้ราคา บิ๊กโจ๊กหรือไม่  พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่ไม่ให้ราคา เราทำงานอย่างเต็มที่ รวบรวมพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ ตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกันในการทำงาน ผู้ต้องหาในคดีอาญา ส่วนที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างถึงบุคคลต่าง ๆ ในคลิปเสียง นั้นมองว่า ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุน ก็เป็นการกล่าวอ้าง ต้องดูว่าสนทนากับใครเจตนาในการพูดเพื่ออะไร และการอ้างชื่อบุคคบใด ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และยืนยันว่า การมาเปิดคลิปเสียงดำเนืนการได้เพื่อผลประโยชน์ของความยุติธรรม ซึ่งทำได้ตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องเรียนไปหลายหน่วยงานในการทำสำนวนโดยมิชอบแล้วถูกตีตก หรือเป็นโมฆะ นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ตอนนี้กระบวนการเป็นไปตามขั้นตอนแม้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาจะมีการร้องเรียนหรือมีการดำเนอนอะไรถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ส่วนที่มองว่า การส่งสำนวนไปผิดศาล ยืนยันว่าไม่ผิด เพราะในกฎหมายมีการแยกการดำเนินคดีไว้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะไม่ส่งไปยังอัยการ ตอนนี้รอเพียงอัยการ สอบถามกลับมาว่าจะมีการสอบถามประเด็นใดเพิ่มเติมบ้าน ยืนยันว้าไม่ผิดศาลแน่นอน

ส่วนในคลิปเสียงที่ปรากฎตัวเลข 14,000 กับ 500 นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า เป็นตัวเลขซื้อทองคำ ซึ่งอะไรที่ไม่เกี่ยวกับคดีสินบน ตำรวจก็คงไปตรวจสอบขยายผลต่อไป เพราะคดีสินบนทองคำตอนนี้ พนักงานสอบสวนดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

ส่วนมีความหวั่นไหว หรือกลัวในการทำคดีหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า  “การทำงานของตำรวจทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผม เราดำเนินการตามพยานหลักฐานทางกฎหมาย และตอนเราทำดีทุกคนมีอำนาจและสถานะภาพทางตำแหน่ง แต่เราก็ยังทำตามพยานหลักฐาน เรื่องกลัว คงเอามาพูดไม่ได้ ไมาใช่จะกลัวหรือไม่ ยืนยันว่าพยานหลักฐานไปถึงไหนดำเนืนการไปตามนั้น ไม่ได้หวั่นไหวกับการฟ้องกลับ และยืนยันว่าไมามีการแทรกแซงการดำเนินคดีใดๆ”

ทั้งนี้หากพบว่ามีการแทรกแซง และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนก็จะนำมาพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราว ถ้าพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมก็จะนำมาพิจารณา

ด้านพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกเพิ่มเติมว่า กระบวนการบิดเบือนข้อเท็จตริง สังเกตุได้ง่ายคือ มีการด้อยค่าบุคคลฝั่งตรงข้าม บิดเบือน โจมตี ด้อยค่าฝั่งตรงข้าม และรูปแบบการวางภาพมาจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟัง ซึ่งตำรวจไซเบอร์จะตรวจสอบ หากมีผู้ใดเสียหายจะตรวจสอบเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง