อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ จนกว่าจะเลิกปิดล้อม ด้านกองทัพสหรัฐฯ เตรียมขึ้นตรวจ ยึดเรือเชื่อมโยงกับอิหร่านในน่านน้ำสากล
ความคืบหน้าสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา หลังเปิดได้ไม่ถึง 1 วัน โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดเส้นทางจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการปิดล้อมเรือที่เข้าออกจากท่าเรืออิหร่าน
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากอิหร่านกล่าวหาว่า สหรัฐฯ ยังคงกระทำการเป็น "โจรสลัดและโจรกรรมทางทะเล" เนื่องจากละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน และล้มเหลวในการยกเลิกมาตรการปิดล้อมเรือและท่าเรือของอิหร่าน
ทางด้านโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้เจรจาหยุดยิงของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านโดยสมบูรณ์ พร้อมเตือนว่า อิหร่านจะเพิ่มมาตรการจำกัดการสัญจรในเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ให้เข้มงวดขึ้นหากการปิดล้อมของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป โดยจะถือว่า เรือที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้ความร่วมมือกับศัตรูของอิหร่าน
ซึ่งวานนี้ มีรายงานว่า เรือขนส่งสินค้าอย่างน้อย 2 ลำ ถูกเรือปืนของอิหร่านโจมตี โดยเป็นเรือของอินเดีย ส่วนเรือหลายร้อยลำและลูกเรือประมาณ 20,000 คน ยังติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อรอการอนุญาตให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน โดยมีเรือกว่า 23 ลำยอมปฏิบัติตามคำสั่งให้หันหลังกลับ
นอกจากนี้ยังมีรายงานจากเดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมปฏิบัติการขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และยึดเรือพาณิชย์ในน่านน้ำสากล โดยมีการเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไล่ติดตามเรือที่ชักธงอิหร่าน หรือเรือลำใดก็ตามที่พยายามให้การสนับสนุนด้านวัตถุแก่อิหร่าน
รายงานระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านที่กำลังเดินเรืออยู่นอกอ่าวเปอร์เซียแล้ว หรือเรือขนส่งอาวุธซึ่งอาจถูกใช้สนับสนุนอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นมาตรการกดดันอิหร่านระยะใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ตั้งชื่อว่า "อีโคโนมิก ฟิวรี" (Economic Fury) มีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านขั้นสูงสุด