สนามข่าว 7 สี - แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ตั้งข้อสงสัยถึงการใช้อำนาจของ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องคดี "ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น" สวนมติคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ย้อนคดี "ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น"
คดีนี้ ต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยสำคัญและส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566
ศาลชี้ว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงเป็นเจ้าของตัวจริงของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด "บุรีเจริญ คอนสตัคชัน" โดยทำนิติกรรมอำพราง ผ่านบุคคลที่ 3 ในการโอนหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธ แต่พบหลักฐานการใช้อำนาจจากกิจการอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เส้นทางการเงินยังพบว่า เงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้นมีที่มาจากตัว นายศักดิ์สยาม เอง ผ่านการหมุนเวียนเงินในบริษัทเครือญาติในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการทำธุรกรรมนั้น ๆ ด้วย
รุมกินโต๊ะ ! ป.ป.ช.ยกคำร้อง "ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น"
เรื่องนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ปล่อยผ่าน ให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายชุดใหญ่ไปรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริงของคดีนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น และให้นำมาสรุปต่อที่ประชุมภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกำหนดท่าทีและพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการต่อ ป.ป.ช. หรือตัวอดีตรัฐมนตรีโดยตรง
นายสาธิต วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯ ตั้งข้อสงสัยถึงความลักลั่นของ ป.ป.ช. ว่า เพราะเหตุใด จึงมีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมอำพรางและการถือหุ้นบริษัทฯ ที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มีข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจของ ป.ป.ช. ที่มีผลตรวจสอบออกมาในทางบวก ทั้งที่มีหลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจนว่า ส่อเค้าผิดปกติ
แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่ม สส. ที่ใช้กลไกทางนิติบัญญัติโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ กลับถูกดำเนินการในอีกมาตรฐานหนึ่ง
เหตุที่ "ดุลยพินิจ" ป.ป.ช. เห็นต่าง เพราะความซับซ้อนทางกฎหมาย และความแตกต่างระหว่างคดีทางการเมือง และคดีอาญา จงใจปกปิดทรัพย์สิน
ส่วนของ ป.ป.ช. ต้องอาศัยพยานหลักฐานแน่นหนาในระดับ "ปราศจากข้อสงสัย" แต่เมื่อพยานหลักฐานมีช่องโหว่ ป.ป.ช. จึงมีมติยกคำร้อง และส่งผลให้การดำเนินคดีอาญาฐานความผิดอื่นถูกระงับลง ดังนี้
1. การเข้าไปบริหาร ครอบงำหุ้นส่วน
2. การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณีนี้ หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เช่น กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย กว่า 2,000 ล้านบาท ในช่วงที่ นายศักดิ์สยาม เป็นรัฐมนตรี
3. ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ ฮั้วประมูล เพื่อให้ หจก. ที่เจ้าตัวเป็นเจ้าของ ชนะการประมูลโครงการของรัฐ
4.จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ทั้งช่วงเข้ารับตำแหน่งและพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี
จับตา "ศักดิ์สยาม" คัมแบ็ก
จากมติยกคำร้องคดีของ นายศักดิ์สยาม นั้น ก็ทำให้มีกระแสข่าวว่า จะทำให้เจ้าตัวพ้นข้อหาอาญาและโทษตัดสิทธิทางการเมือง จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะกลับมาอีกครั้ง สอดคล้องกับสถานะของ ครม.อนุทิน ที่ยังจัดทีมรัฐมนตรีไม่เต็มโควตา เพราะเวลานี้ มีรัฐมนตรี 35 คน ยังคงว่างอีก 1 โควตา
แม้ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะออกตัวว่า "ถือเคล็ด" ไม่อยากมีรัฐมนตรีล้นโควตาก็ตาม แต่ถูกนักวิชาการอิสระ หรือแม้กระทั่งแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน มองว่า เจ้าตัวย่อมรู้เหตุผลการเว้นไว้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อรอวันและเวลาในช่วงจังหวะนี้หรือไม่
อีกทางหนึ่ง เป็นการสำรองที่นั่งไว้ เผื่อเหลือเผื่อขาด หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องอ้าแขนรับ "งูเห่า" จาก "ขั้วฝ่ายค้าน" ที่มีโอกาสมาเติมเต็มเสียงรัฐบาลได้ทุกเมื่อ