“ยุทธพร” ชี้ Moody’s ปรับมุมมองความเชื่อมั่นไทย เป็นสัญญาณเชิงบวก เสมือนใบรับรองความเชื่อมั่น

“ยุทธพร” ชี้ Moody’s ปรับมุมมองความเชื่อมั่นไทย เป็นสัญญาณเชิงบวก เสมือนใบรับรองความเชื่อมั่น

View icon 31
วันที่ 22 เม.ย. 2569 | 11.00 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“ยุทธพร” ชี้ Moody’s ปรับมุมมองความเชื่อมั่นไทย จากเชิงลบ เป็นมีเสถียรภาพ เปรียบเสมือนเป็นใบรับรองความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

วันนี้ (22 เม.ย.69) รศ.ดร.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยความเห็นกรณี Moody’s Investors Service ประกาศ (21 เม.ย.) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับเครดิตที่ระดับ Baa1 ว่า ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำคัญ เปรียบเสมือน “ใบรับรองความเชื่อมั่น” ของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันทั้งนี้ การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในมิติของ “เสถียรภาพทางการเมือง” และ “ความต่อเนื่องของนโยบาย” ซึ่ง Moody’s ให้ความสำคัญในฐานะปัจจัยหลักในการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศ การยอมรับจากสถาบันระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเร่งต่อยอด หากยังสามารถรักษาวินัยทางการคลังและจังหวะการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในอนาคตก็มีความเป็นไปได้

“ในอดีตประเทศไทยมักเผชิญปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่รัฐบาลปัจจุบันสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) และการเปิดเสรีในภาคพลังงาน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายระยะสั้นไปสู่การวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน”

โดยในประเด็นหนี้สาธารณะ แม้มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 62 ในปี 2571 แต่หากพิจารณาเชิงคุณภาพ พบว่าเป็น การขาดดุลเพื่อการลงทุน มากกว่าการบริโภค โดยโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาทและมีอายุยาว ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับประเทศในระดับเดียวกัน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารหนี้ของภาครัฐ

นอกจากนี้ กลไก “Thailand Fast Pass” ที่ช่วยลดขั้นตอนการอนุมัติและอุปสรรคทางราชการ ยังเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคเอกชน ทำให้การลงทุนเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว หากสามารถขยายผลได้ในวงกว้าง

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ รศ.ดร.ยุทธพร เห็นว่า ไทยยังมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ครอบคลุมการนำเข้าได้ถึงประมาณ 7 เดือน รวมถึงสัดส่วนหนี้ระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนจากภายนอก เช่น นโยบายกำแพงภาษีของประเทศมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีความท้าทายสำคัญในระยะถัดไป โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการดำเนินมาตรการการคลังแบบเจาะจง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจายตัวอย่างทั่วถึง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง