ข่าวเย็นประเด็นร้อน - มีความคืบหน้ากรณี "คุณกวาง" LGBTQ ไปศัลยกรรมแก้ทรงจมูก ด้วยเทคนิคซี่โครง ที่คลินิกศัลยกรรมแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครปฐม ปรากฏว่า ระหว่างผ่าตัด เกิดอาการช็อก ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
โดยตามข้อมูลที่มีการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า คุณกวางเริ่มมีอาการไม่ดี ตั้งเเต่ 20.00 น. ของวันที่ 21 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ทำศัลยกรรม หลังจากนั้นแพทย์ทำ CPR และให้ยากระตุ้นร่างกาย ช่วยชีวิตนานถึง 5 ครั้ง
50 นาทีต่อมา หรือ 20.50 น. ทางคลินิกใส่ท่อช่วยหายใจ
ประเด็นอยู่ตรงนี้ แทนที่ทางคลินิกจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว กลับพยายามยื้ออาการ จนเวลาล่วงเลยมากว่า 2 ชั่วโมง คือ เวลา 23.00 น. เจ้าหน้าที่คลินิกจึงโทรแจ้ง 1669 และผ่านไป 40 นาที เจ้าหน้าที่กู้ชีพจึงมาถึง เวลานั้นอาการไม่สู้ดีแล้ว และคุณกวางเสียชีวิตในวันที่ 22 เมษายน 2569
วันนี้ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยตำรวจ สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมประชุมแนวทางการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบการทำงานของแพทย์ว่าเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพทางการแพทย์หรือไม่
เบื้องต้น ข้อมูลที่มีการตรวจสอบ พบว่า คลินิกฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทไม่รับผู้ป่วยค้างคืน และได้ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2561 โดยมีการให้บริการเสริมความงามและผ่าตัดเล็ก เท่ากับว่า ไม่ใช่คลินิกเถื่อน ทำให้ตำรวจพุ่งเป้าไปที่เรื่องแพทย์ทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่
ตอนนี้จึงต้องรอผลการผ่าชันสูตรร่างผู้เสียชีวิตจากนิติเวชของโรงพยาบาลศิริราชก่อน ส่วนเรื่องพยานหลักฐานอื่น ทางด้านผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม มอบหมายฝ่ายสืบสวนให้ลงไปติดตามพยานหลักฐาน ทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ และตรวจสอบเกี่ยวกับเอกสารและพยานหลักฐานหรือวัตถุพยานที่หาย หรือกล้องวงจรปิด เพื่อนำการไปพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริง โดยวันนี้มีการเรียกทางฝั่งของคลินิกและพยานมาทำการสอบปากคำด้วย
ส่วนการแจ้งข้อหานั้น ตำรวจยังไม่สามารถแจ้งข้อหาได้ เนื่องจากต้องรอผลการชันสูตร และสอบพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
ด้านนายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า การให้ยาสลบต้องมีวิสัญญีแพทย์ แพทย์ที่ผ่านการอบรม และต้องสามารถช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง และต้องมีทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมในการดมยา เป็นการให้ยาสลบแบบลึก ย้ำว่า แพทย์ที่จะทำหน้าที่ดมยา ต้องไม่เป็นแพทย์ที่ทำการผ่าตัด ซึ่งจากการบันทึกดูเอกสารบันทึกในการรักษาผู้ป่วยนั้น มีแพทย์เพียงท่านเดียวและไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของแพทยสภา
เบื้องต้น ตำรวจได้มีการติดต่อทางด้านนายแพทย์เจ้าของคลินิกแล้ว แต่ยังติดต่อไม่ได้