เช้านี้ที่หมอชิต - "คนละครึ่ง" เวอร์ชั่นใหม่ 2569เปลี่ยนชื่อเป็น "ไทยช่วยไทย พลัส" รัฐช่วยจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 60% ประชาชนจ่าย 40% จะเปิดลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ในเดือนพฤษภาคม หวังกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี หลังเผชิญวิกฤติพลังงาน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับด้วยการพยักหน้า ว่ารัฐบาลมีนโยบาย ช่วยเหลือประชาชนภาระทางการเงินในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส แต่จะเพิ่มมากกว่า 2,000 บาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบ แต่หัวเราะ พร้อมบอกให้ผู้รับผิดชอบมาบอกรายละเอียด
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายถึงเงื่อนไขของโครงการ คือ รัฐบาลออกให้ 60 ประชาชน 40 ประชาชนจะจ่ายน้อยลง และทยอยจ่าย แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้กี่เดือน ให้กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยังอยู่ในขั้นตอน และอยู่กับว่ามีเงินเท่าใด โครงการนี้จะไปร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย ที่จะเกิดในเดือนมิถุนายน จึงต้องดูว่าการใช้เงินงบประมาณโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับ 13.4 ล้านคน จะมีเงินเหลือเท่าไหร่มาทำในส่วนของโครงการไทยช่วยไทยพลัส
เมื่อถามว่า ตอนนี้สถานการณ์ของรัฐบาลยังสามารถใช้งบประมาณได้ตามปกติ ไม่ได้ถังแตกใช่หรือไม่ นายภราดร ว่าอย่างไร
สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส พัฒนาจากคนละครึ่ง พลัส
เงื่อนไขการจ่าย: รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%
คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการว่า อยู่ในเกณฑ์เดิม คือ ผู้มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
รูปแบบการสนับสนุน คาดการณ์ว่าจะให้เงินช่วยเหลือรวมคนละ 2,000-2,400 บาทต่อคน เดิม ประชาชนทั่วไปได้ 2,000 บาท ผู้เสียภาษีได้ 2,400 บาท แต่ครั้งนี้วงเงินและจำนวนคนที่ได้รับสิทธิอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม โดยเป็นการทยอยโอนสิทธิ
ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" จะเปิดลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่าย มิถุนายน 2569 ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ใหม่ และต้องมีการลงทะเบียนใหม่หมด ตามที่ปลัดกระทรวงการคลังเคยอธิบายไว้ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลหรือดาต้าใหม่
โดยจะเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ และช่วยเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทิศทางความชัดเจนของวงเงินรวมและการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังต้องรอการประสานงานจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการกลั่นกรองรายละเอียด ที่การประชุมครม. เศรษฐกิจในวันจันทร์หน้า ยังคงต้องติดตามวาระอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการบรรจุเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนหรือไม่