กรมราชทัณฑ์ สั่งเรือนจำบางขวาง สอบปม “เสี่ยแป้ง” ให้ญาติแอบอัดคลิปเสียงทางไลน์ คาดต้องการย้ายออกจากเรือนจำ เหตุไม่พอใจที่ผู้คุมเข้มงวดกวดขัน หลังเจ้าตัวพยายามสร้างอิทธิพลเหนือผู้ต้องขังอื่น
ความคืบหน้ากรณี นายเชาวลิต ทองด้วง หรือ เสี่ยแป้ง นาโหนด อัดคลิปเสียงร้องขอความเป็นธรรมจากในเรือนจำ อ้างถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งในคดีให้ฏีกาขาด พร้อมร้องเรียนการกระทำผู้คุมที่ปล่อยให้ผู้ต้องขังเล่นโทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ในเรือนจำ วันนี้ ( 24 เม.ย.69 ) นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า หลังทราบเรื่อง ได้สั่งการเรือนจำบางขวางตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว มี 2-3 ประเด็น ที่คลาดเคลื่อนจากการกล่าวหาของนายเชาวลิต โดยประเด็นแรก การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คดีขาดฎีกา เบื้องต้นได้รับข้อเท็จจริงว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ. เจ้าหน้าที่ได้รับหมายศาลมา แต่คดีมีจำนวนมาก เมื่อเก็บรวบรวมไว้แล้วลืมส่งให้ผู้ต้องขัง ซึ่งเรือนจำได้ตั้งคณะกรรมการสอบเจ้าหน้าที่แล้ว และได้แจ้งให้นายเชาวลิตทราบแล้ว ขณะเดียวกันได้เยียวยาโดยส่งหนังสือชี้แจงไปที่ศาลแล้ว
ประเด็นที่สอง นายเชาวลิต ถูกนำตัวมาควบคุมที่เรือนจำกลางบางขวางตั้งแต่ปี 2567 และพยายามสร้างอิทธิพลเหนือผู้ต้องขังอื่น โดยได้รับรายงานว่า นายเชาวลิต ทำร้ายเพื่อนผู้ต้องขัง ทำให้ถูกลงโทษแยกขังที่แดน 10 อาจเป็นเหตุทำให้เกิดความเครียด และโต้ตอบการลงโทษของเจ้าหน้าที่
ส่วนประเด็นโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ในเรือนจำ เข้าใจว่าน่าจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีข้อสั่งการอำนวยความสะดวกในการเยี่ยมญาติ โดยเปิดให้เยี่ยมญาติออนไลน์มากขึ้น และใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ติดต่อเยี่ยมญาติ โดยมีข้อกำหนด “ห้ามบันทึกภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวขณะเยี่ยม และห้ามนำไปเผยแพร่ทางโซเชียล ทุกกรณีทั้งด้วยตัวเองหรือบุคคลอื่น” ซึ่งห้องเยี่ยมญาติทางออนไลน์จะมี 16 ช่อง เจ้าหน้าที่อาจตรวจดูไม่รอบคอบ ทำให้มีคลิปเสียงหลุด
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ปกติเรือนจำมีคอมพิวเตอร์ใช้สำหรับการเรียนการสอนอยู่แล้ว โดยมีมาตรการควบคุมการเข้าถึงและการใช้งาน มีรหัสเปิด-ปิด รู้เฉพาะเจ้าหน้าที่ และไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังอยู่ลำพังกับคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ คลิปเสียงดังกล่าวไม่เหมือนลักษณะการเยี่ยมญาติ ที่จะถามถึงความเป็นอยู่ หรือความคิดถึง จึงต้องพิจารณาหลักฐานก่อน ซึ่งทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้สั่งการให้เรือนจำกลางบางขวางเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ได้รับความเป็นธรรมครบถ้วน
ส่วนกรณีที่นายเชาวลิตขอย้ายไปอยู่เรือนจำคลองเปรมนั้น นายยุทธนา กล่าวว่า การย้ายเรือนจำ จะต้องพิจารณาความเหมาะสม ความมั่งคงปลอดภัยระหว่างย้าย และพฤติกรรมของผู้ต้องขังด้วย ซึ่งนายเชาวลิตหนีการควบคุมตัวไปหลบซ่อนที่ประเทศอินโดนีเซีย และถูกจับตัวกลับมา ตามหลักแล้วจะต้องถูกขังที่เรือนจำความมั่นคงสูง แต่ทางราชทัณฑ์คำนึงถึงหลักมนุษยกรรม ที่นายเชาวลิตมีคดีต้องสอบปากคำ และอาจไม่สะดวกเดินทางไปศาล จึงให้ขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ขณะที่เรือนจำคลองเปรมมีอำนาจควบคุมผู้ต้องขังประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต เท่ากับเรือนจำกลางบางขวาง ดังนั้น เหตุที่จะย้ายต้องย้ายไปเรือนจำความมั่นคงสูง