กรมอุทยานฯ ชี้แจงปมจับคนหาไข่มดแดงในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ย้ำชัดช่วงนี้เป็น “ช่วงปิดป่า” เนื่องจากวิกฤตไฟป่า การจับกุมเป็นการหยุดยั้งความเสียหายที่จะกระทบต่อคนนับแสน ขอยืนยันช่วงปกติผ่อนปรนให้เก็บหาของป่าได้ตามระเบียบ
วันนี้ (24 เม.ย. 69) จากกรณีการจับกุมชาวบ้านลักลอบเข้าไปหาของป่าในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จังหวัดน่าน ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการยกระดับการเฝ้าระวังไฟป่าขั้นสูงสุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมและลดความสูญเสียในทุกมิติ
โดยกรมอุทยานฯ ขอเรียนว่า ในสภาวะปกติทางกรมอุทยานฯ มีนโยบายผ่อนปรนและส่งเสริมให้ชุมชนรอบป่าสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูลตามระเบียบ แต่เนื่องจากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปี เป็นช่วง "วิกฤตไฟป่า" ที่มีความเสี่ยงสูง ทางจังหวัดน่านจึงได้มีประกาศ “ปิดป่า” อนุรักษ์ทุกแห่งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดจุดความร้อน (Hotspots) ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางเครือข่ายผู้นำชุมชนและหอกระจายข่าวอย่างต่อเนื่อง
การยกระดับมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากไฟป่าเพียงครั้งเดียวสร้างความเสียหายมหาศาลใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1.ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ไฟป่าทำลายความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง ต้นไม้ถูกเผาทำลาย สัตว์ป่าต้องล้มตายหรือสูญเสียที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร
2.ด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชน วิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานจากการเผาไหม้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ ประชาชนจำนวนมากต้องเจ็บป่วยและสูญเสียคุณภาพชีวิต
3.เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไฟป่าทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งในภาคการท่องเที่ยวที่ซบเซาลงจากปัญหาหมอกควัน ภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และงบประมาณแผ่นดินที่ต้องนำมาใช้ในการระดมกำลังดับไฟและฟื้นฟูความเสียหาย
ทั้งนี้ แม้ผู้กระทำผิดจะอ้างว่าเข้าไปเพียงเพื่อหาของป่าเล็กน้อย แต่จากข้อมูลสถิติพบว่า การลักลอบเข้าพื้นที่ในช่วงนี้ มักมีการใช้ไฟหรือทิ้งเชื้อไฟโดยไม่ตั้งใจ จนนำไปสู่การลุกลามใหญ่โต เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 20 อย่างเคร่งครัด
ทางกรมอุทยานฯ ยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญของการจับกุมไม่ใช่การสร้างความลำบากแก่ประชาชน แต่เป็นการหยุดยั้งความเสียหายที่จะกระทบต่อคนนับแสน จึงขอความร่วมมือประชาชนงดเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในช่วงประกาศ “ปิดป่า” นี้ เพื่อรักษาลมหายใจและผืนป่าให้คงอยู่สืบไป