ทีมสัตวแพทย์ฯ บึงฉวาก เร่งผ่าตัดยื้อชีวิต เนื้อทรายแม่ลูกอ่อนวัย 10 ปี หลังพบก้อนเนื้อปริศนาลามทั่วใบหน้า

ทีมสัตวแพทย์ฯ บึงฉวาก เร่งผ่าตัดยื้อชีวิต เนื้อทรายแม่ลูกอ่อนวัย 10 ปี หลังพบก้อนเนื้อปริศนาลามทั่วใบหน้า

View icon 25
วันที่ 29 เม.ย. 2569 | 09.21 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (29 เม.ย. 69) ทีมสัตวแพทย์ประจำศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี ได้ระดมกำลังเปิดปฏิบัติการวางยาเพื่อผ่าตัดรักษาเนื้อทรายเพศเมียที่มีอาการป่วยวิกฤต พบก้อนเนื้อประหลาดโตไวผิดปกติลามเกือบเต็มใบหน้า หวั่นเป็นมะเร็งร้าย

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดเผยว่า ปฏิบัติการเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยทีมสัตวแพทย์จากศูนย์ฯ บึงฉวาก ได้ประสานความร่วมมือกับนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน (ชั้นปีที่ 4 และ 5) และนักศึกษาคณะสัตวแพทยศางสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (ชั้นปีที่ 4) เข้าทำการวางยาสลบ “เนื้อทรายเพศเมีย อายุประมาณ 10 ปี” เพื่อทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อบริเวณใบหน้า

จากการตรวจอาการเบื้องต้นพบว่า เนื้อทรายตัวดังกล่าวมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่บริเวณใบหน้า ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน ทีมแพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดนำก้อนเนื้อดังกล่าวออก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและการกินอาหาร

ในระหว่างการผ่าตัด ทีมสัตวแพทย์และเหล่านิสิตได้ดำเนินการดูแลอย่างใกล้ชิดตามขั้นตอนมาตรฐาน พร้อมการประคับประคองสัญญาณชีพ โดยให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำและใต้ผิวหนัง พร้อมฉีดยารักษาและวิตามินบำรุงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อส่งตรวจค่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ค่าการทำงานของตับและไต รวมถึงตรวจหาพยาธิในเม็ดเลือด

จากนั้น ทีมแพทย์ได้เก็บตัวอย่างก้อนเนื้อที่ผ่าตัดออกมา เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างละเอียดในการแยกชนิดของเนื้องอกว่าเป็นมะเร็งชนิดใด เพื่อวางแผนการรักษาในระยะยาวต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัดที่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ทีมแพทย์ได้ฉีดยาฟื้นสลบเข้าทางหลอดเลือดดำ จนกระทั่งเวลา 10.00 น. เนื้อทรายตัวดังกล่าวสามารถฟื้นตัวจากยาสลบได้เป็นปกติ และอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่

สำหรับการผ่าตัดครั้งนี้นอกจากจะเป็นการช่วยชีวิตสัตว์ป่าแล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่นิสิตและนักศึกษาสัตวแพทย์จาก 2 สถาบัน ได้เรียนรู้การปฏิบัติงานจริงในภาคสนามภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่ามืออาชีพในอนาคตต่อไป