กรมอุทยานฯ ชี้แจงพบ “วัวแดงด่าง” ไม่ใช่ “วัวแดงเผือก” ในพื้นที่ห้วยขาแข้ง

กรมอุทยานฯ ชี้แจงพบ “วัวแดงด่าง” ไม่ใช่ “วัวแดงเผือก” ในพื้นที่ห้วยขาแข้ง

View icon 28
วันที่ 1 พ.ค. 2569 | 09.32 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
กรมอุทยานฯ ชี้แจงกรณีมีรายงานพบ "วัวแดงเผือก" จำนวน 5 ตัว ในผืนป่าห้วยขาแข้ง ยืนยันเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่ใช่ "วัวแดงเผือก" แต่เป็น "วัวแดงด่าง" ซึ่งอาจเป็นดัชนีชี้วัดว่า วัวแดงในพื้นที่เริ่มมีการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติใกล้ชิด ทำให้ยีนด้อยที่แฝงอยู่ปรากฏออกมา

วันนี้ (1 พ.ค. 69) จากรายงานการพบ “วัวแดง” ที่มีลักษณะขนสีขาวผิดปกติจำนวน 5 ตัว บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสัญญาณของความอุดมสมบูรณ์หรือความโชคดี แต่ในทางวิชาการสัตว์ป่าปรากฏการณ์นี้คือ "ความผิดปกติทางพันธุกรรม" ที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์

โดยข้อมูลจากการศึกษาของ รัตนวัฒน์ (2569) ระบุไว้ชัดเจนว่า วัวแดงกลุ่มนี้ไม่ได้เป็น "โรคเผือก" (Albinism) แต่เป็น “ภาวะ ด่าง” (Leucism) ซึ่งมีความแตกต่างกันทางสรีรวิทยากล่าวคือ ภาวะด่าง (Leucism) เกิดจากความบกพร่องของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ส่งผลให้ขนมีสีขาวหรือสีจางลงเพียงบางส่วน หรือทั่วทั้งตัว แต่ดวงตายังคงมีเม็ดสีปกติ (สีดำหรือน้ำตาล) เนื่องจากเซลล์เม็ดสีในดวงตาพัฒนามาจากแหล่งที่ต่างกัน แต่ “โรคเผือก” (Albinism) เกิดจากการขาดเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตเม็ดสีเมลานินได้ สัตว์จะมีขนขาว ผิวหนังชมพู และดวงตาสีแดงหรือชมพู ซึ่งภาวะนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการกระจายตัวของเซลล์สร้างเม็ดสีในระยะตัวอ่อน (Embryonic development) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของอาหารหรือระบบนิเวศตามที่เข้าใจผิดกันทั่วไป

“ภาวะด่าง” มักถูกควบคุมโดย ยีนด้อย (Recessive Gene) ซึ่งจะแสดงผลออกมาเมื่อลูกได้รับยีนผิดปกตินี้จากทั้งพ่อและแม่ การพบสัตว์ที่มีลักษณะเด่นชัดเช่นนี้ในกลุ่มเดียวกันหลายตัว อาจเป็นดัชนีชี้วัดว่า ประชากรวัวแดงในพื้นที่นั้นเริ่มมีการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติใกล้ชิด ทำให้ยีนด้อยที่แฝงอยู่ปรากฏออกมา ในทางประชากรศาสตร์ หากวัวแดงกลุ่มนี้มีการผสมข้ามกับกลุ่มอื่นที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงขึ้น (Outbreeding) ลักษณะด่างนี้จะค่อยๆ ถูกกลบหายไปและพบน้อยลงตามหลักของ Mendel

ในเชิงนิเวศวิทยา การมีขนสีขาวถือเป็น "ข้อเสียเปรียบในการคัดเลือกโดยธรรมชาติ" สีขาวโดดเด่นท่ามกลางป่า ทำให้วัวแดงกลุ่มนี้ตกเป็นเป้าสายตาของสัตว์ผู้ล่า เช่น เสือโคร่ง ได้ง่ายกว่าวัวที่มีสีแดงตามปกติ เมลานินมีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UV การขาดเม็ดสีอาจทำให้สัตว์ไวต่อแสงแดดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่พบว่าลักษณะนี้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างประชากรวัวแดงโดยรวม หรือกระทบต่อสมดุลระบบนิเวศในพื้นที่ห้วยขาแข้ง เนื่องจากเป็นเพียงความผิดปกติเฉพาะตัวบุคคล

ในทัศนะของนักวิชาการสัตว์ป่า "ไม่จำเป็นและไม่ควร" แยกวัวแดงกลุ่มนี้ออกมา ด้วยเหตุผลคือ หลักการปล่อยให้ธรรมชาติคัดเลือก ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นเรื่องของยีน หากพวกมันไม่สามารถปรับตัวหรือพรางตัวได้ ธรรมชาติจะเป็นผู้คัดออกเองตามกลไก Survival of the Fittest ซึ่งการจับแยกอาจส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมและการสืบพันธุ์ของสัตว์ป่า

ทางกรมอุทยานฯ มีแผนที่จะติดตามวัวแดงกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยทางพันธุศาสตร์ เข้ามาร่วมเก็บตัวอย่าง (เช่น มูล หรือ ขน) เพื่อวิเคราะห์หาเครื่องหมายทางพันธุกรรม (Genetic Markers) การศึกษาเชิงลึกจะช่วยยืนยันได้ว่า ประชากรวัวแดงในห้วยขาแข้งกำลังเผชิญกับภาวะความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนอนุรักษ์เชิงรุก มากกว่าการประเมินเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง