(1 พ.ค. 69) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานและบทบาทของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์โลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถมองปัญหาแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป
พร้อมย้ำว่า ในภาวะที่ไม่ปกติ การใช้พลังงานก็ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม โดยในระยะสั้น ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ทันทีด้วยการลดการใช้พลังงาน เช่น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ และลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ขณะที่ในระยะกลาง และระยะยาว ประเทศจำเป็นต้องวางแผนพลังงานอย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน
อธิการบดีจุฬาฯ ยังเน้นว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดเพียงการเรียนการสอน แต่ต้องเป็น “พลังในการสร้างคน” ที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า วิกฤตพลังงานโลก แม้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปประเทศ
ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งระบุว่า พลังงานเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการลงทุน
ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลกำลังเร่งลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อเปิดทางให้อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์, เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สำหรับสถานการณ์น้ำมัน รัฐมนตรีฯ เผยว่า ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% แม้จะมีศักยภาพในการกลั่นเพียงพอ ซึ่งทำให้ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งสำคัญ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ใช้มาตรการดูแลราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเตรียมทบทวนโครงสร้างในระยะยาว รวมถึงส่งเสริมพลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและลดการนำเข้า
ในภาคไฟฟ้า รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% และต้องนำเข้า LNG ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าไฟสูง แนวทางสำคัญคือการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ พร้อมปลดล็อกขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้รวดเร็วขึ้นเหลือไม่เกิน 7 วัน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้การไฟฟ้าลงทุนติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน และขายไฟในราคาประมาณ 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงเปิดรับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาคครัวเรือน เพื่อจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาด
รัฐมนตรีฯ ยังเสนอการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ที่ต้องใช้พลังงานสะอาดในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ ยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกสำคัญในการผลิตบุคลากรและนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ