จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

View icon 13
วันที่ 1 พ.ค. 2569 | 13.50 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

(1 พ.ค. 69) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานและบทบาทของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เผยว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์โลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถมองปัญหาแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป

พร้อมย้ำว่า ในภาวะที่ไม่ปกติ การใช้พลังงานก็ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม โดยในระยะสั้น ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ทันทีด้วยการลดการใช้พลังงาน เช่น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ และลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ขณะที่ในระยะกลาง และระยะยาว ประเทศจำเป็นต้องวางแผนพลังงานอย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน

อธิการบดีจุฬาฯ ยังเน้นว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดเพียงการเรียนการสอน แต่ต้องเป็น “พลังในการสร้างคน” ที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน


ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า วิกฤตพลังงานโลก แม้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งระบุว่า พลังงานเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการลงทุน

ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลกำลังเร่งลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อเปิดทางให้อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์, เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สำหรับสถานการณ์น้ำมัน รัฐมนตรีฯ เผยว่า ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% แม้จะมีศักยภาพในการกลั่นเพียงพอ ซึ่งทำให้ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ใช้มาตรการดูแลราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเตรียมทบทวนโครงสร้างในระยะยาว รวมถึงส่งเสริมพลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและลดการนำเข้า

ในภาคไฟฟ้า รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% และต้องนำเข้า LNG ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าไฟสูง แนวทางสำคัญคือการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ พร้อมปลดล็อกขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้รวดเร็วขึ้นเหลือไม่เกิน 7 วัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้การไฟฟ้าลงทุนติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน และขายไฟในราคาประมาณ 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงเปิดรับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาคครัวเรือน เพื่อจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาด

รัฐมนตรีฯ ยังเสนอการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ที่ต้องใช้พลังงานสะอาดในปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ ยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกสำคัญในการผลิตบุคลากรและนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง