สนามข่าว 7 สี - "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายตำรวจระดับสูง และตำรวจที่เกี่ยวข้อง หลังอ้างถูกข่มขู่กดดันบังคับให้แก้สัญญาชำระหนี้กับเจ้าหนี้ ขณะที่ ตำรวจที่ถูกพาดพิงก็ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว
หลังแจ้งความ และให้ปากคำกับตำรวจ สน.พหลโยธิน อยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง ก็ออกมาสรุปเรื่องที่มาแจ้งความว่า ต้องการให้ตำรวจตรวจสอบการกระทำของนายตำรวจระดับสูง กับพวก ว่าได้ใช้อำนาจหน้าที่ข่มขู่บังคับทวงหนี้นั้น เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ หรือไม่ หลังหารือกับทนายความแล้วเห็นว่ามีข้อกฎหมายที่ระบุ ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงถามหนี้ ห้ามประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ หรือทวงหนี้ที่มิใช่ของตนเอง พร้อมยอมรับว่า ตัวเองมีหนี้สินจริง มีการทำสัญญาชำระหนี้จริง ต้องการให้การชดใช้หนี้เป็นไปตามสัญญา ไม่ใช่เกิดจากการบังคับกดดัน
ส่วนตำรวจที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ก็คือ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ "บิ๊กเต่า" ก็ออกมาเล่าเรื่องนี้อีกด้านว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เริ่มจากมีหญิงชื่อ "ดอน" เป็นผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบฯ เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับคน 7 คน ที่มีเจตนาฉ้อโกง เมื่อต้นปี 2568 ตอนแรกพบความเสียหายประมาณพันล้านบาท กระทั่งปี 2569 มีชื่อของ "นายโทน" เกี่ยวข้อง ทำให้ความเสียหายขยายเป็นกว่า 2 พันล้านบาท
จากนั้นก็ได้ยกตัวอย่างแผนประทุษกรรม ว่าเหมือนกับการเวียนซื้อขายพระเครื่อง เริ่มจากผู้เสียหายซื้อพระเครื่องมาในราคาหนึ่ง จากนั้นก็จะมีคนเสนอตัวขอซื้อต่อโดยให้ราคาที่สูงกว่า แต่จ่ายเป็นเช็ค แล้วผู้เสียหายนำไปขึ้นเงินไม่ได้ เมื่อทวงถามฝ่ายที่ซื้อก็อ้างว่ามีปัญหาเรื่องเงิน แล้วได้นำพระจำนำไว้ในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าพระจะหายหรือหลุดจำนำ จึงไปไถ่พระคืน
จากนั้นก็มีเซียนพระรายใหม่ติดต่อมาขอซื้อแบบเดิม และจ่ายเป็นเช็คเด้งเหมือนเดิม วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนความเสียหายขยายวงกว้าง เรื่องนี้ตำรวจใช้เวลาสอบสวนอยู่นาน มีการตรวจสอบจนแน่ชัดว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 9 คน ดำเนินคดีแล้ว 2 คน โดยเซียนพระที่กำลังเป็นข่าว เป็นรายที่ 3
ส่วนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 เมษายน บิ๊กเต่า ยืนยันว่า ไม่ได้เรียกอีกฝ่ายมา แต่อีกฝ่ายประสานมาเอง เพื่อขอให้เป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่าย รวมแล้ว 6-7 คน และวันนั้นเหตุที่ตัวเองพูดว่า "ถ้าไม่พร้อมคุยก็กลับได้เลย" เพราะต้องการความสมัครใจในการไกล่เกลี่ย ซึ่งผลสุดท้ายก็เจรจากันไม่ลงตัว แม้ต่อมา 24 เมษายน นายโทน จะเอากระเป๋าแบรนด์เนม และทะเบียนหรู มาเป็นหลักประกันก็ยังคุยกันไม่ลงตัว
บิ๊กเต่า บอกว่า เรื่องที่อีกฝ่ายแจ้งความดำเนินคดีก็ถือเป็นสิทธิ์ เช่นเดียวกันตนที่ต้องหารือกับฝ่ายกฎหมายด้วยเหมือนกัน ว่าจะพิจารณาฟ้องกลับหรือไม่ และไม่รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายรับงานใครมา แต่ที่แน่ ๆ ตำรวจมีหลักฐานที่ไม่ตรงกับที่ นายโทน เล่า
พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า หากเจองูกับเซียนพระกลุ่มนี้ให้ตีเซียนก่อน เพราะคนกลุ่มนี้คือ "เซียนกระดาษเปล่า" และในวันนี้ ทางผู้เสียหายและทนายความเตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดโปงความเสียหายทั้งหมด
ด้าน "โทน บางแค" นอกจากจะดำเนินคดีกับ "บิ๊กเต่า" แล้ว ยังไปยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบบุคคลที่อ้างเป็น อัยการหญิง เข้าร่วมพูดคุยไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สินของตนและคู่กรณี ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการทางวินัย