พลิกโฉมระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง เชื่อมโยง 4 แพลตฟอร์ม ดูแลทางสังคมและสุขภาพระดับปฐมภูมิแบบไร้รอยต่อ ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ
วันนี้ (6 พ.ค.69) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย และภาคีเครือข่าย เปิดตัวโครงการ “การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาระบบและกลไก Platform Social Telecare (PST) เพื่อการดูแลทางสังคมสำหรับผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน กับ สอน.บัดดี้ ในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ” หรือ “PST AI” พลิกโฉมระบบสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่าง 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ PST, A-MED Home Ward, HOSxP และ สอน.บัดดี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศการดูแลทางสังคมและสุขภาพระดับปฐมภูมิที่ไร้รอยต่อ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสำหรับกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
ด้วยปัจจุบันระบบสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทยขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและมีอัตรากำลังต่ำมาก (4.36 ต่อประชากร 1 แสนคน) เมื่อเทียบกับมาเลเซียและเวียดนาม ประกอบกับสังคมผู้สูงอายุและผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง (NCDs, จิตเวช) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมี Platform Social Telecare (PST) ที่นักสังคมสงเคราะห์ใช้งานแล้วร้อยละ 75.7 แต่ยังไม่ครอบคลุมระบบปฐมภูมิและขาดการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มอื่นโครงการ PST AI จึงเกิดขึ้นเพื่อพัฒนา AI ช่วยบริหารจัดการรายกรณี ลดงานซ้ำซ้อน และขยายการดูแลทางสังคมไปยังพื้นที่ขาดแคลนบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ
นายแพทย์อภิสรรค์ บุญประดับ ผู้อำนวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ประธานในพิธี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพ โครงการ PST AI จะเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน ผสานความฉลาดของเทคโนโลยีเข้ากับความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์ ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้โดยมี AI ช่วยวินิจฉัยคัดกรอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน พร้อมเชื่อว่า 5 ปีจากนี้จะมีจุดเปลี่ยนที่เป็นช่วงก้าวกระโดดของการใช้เทคโนโลยี ในเรื่องการเชื่อมโยงระบบข้อมูล ระดับต่างๆ รวมถึงทุกกลุ่ม สามารถทำบริการทุกอย่างจากมือถือได้
นายแพทย์เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเปราะบาง โครงการ PST AI สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 10 ปี (2565–2574) ของ สสส. ในการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยได้อย่างมาก AI ช่วยตอบคำถาม พัฒนาให้ข้อแนะนำเบื้องต้น ทำให้ใช้งานง่าย ในการบันทึก เป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นแหล่งความรู้ ทำให้ชุมชนเข้ามาเรียนรู้ เข้าถึง และปรึกษาได้ เป็นกลไกส่งต่อเชื่อมโยง ลดความเหลื่อมล้ำได้
ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการ PST AI เป็นระยะที่ 3 ขยับต่อเนื่องจากโครงการระยะก่อน ที่จะยกระดับงาน โดยนำ AI เข้ามาใช้ถอดบริการจากนักสังคมสงเคราะห์ ให้พื้นที่ที่ไม่มีนักสังคมสงเคราะห์สามารถที่จะเรียนรู้ได้ รวมถึงเป็นการพัฒนาสมรรถนะของนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้เกิดการบริการแบบไร้รอยต่อ ระหว่างพีซียูกับ บริการทุติยภูมิกับตติยภูมิ ลดขั้นตอนลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางให้เป็นองค์รวมมากขึ้น โดยคาดหวัง ให้ AI มาช่วยเหลือทำให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงระบบบริการ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงสุขภาพและเชิงสังคม
สำหรับแผนดำเนินงานครอบคลุมโรงพยาบาล 553 แห่ง ใน 7 เขตสุขภาพ ได้แก่ เขต 3 (อุทัยธานี) เขต 4 (ปทุมธานี) เขต 5 (สุพรรณบุรี) เขต 7 (ขอนแก่น กาฬสินธุ์) เขต 8 (เลย บึงกาฬ นครพนม หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร) เขต 9 (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) และเขต 12 (ยะลา) รวม 18 จังหวัด โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง จำนวน 5,700 ราย นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์และทีมสุขภาพ จำนวน 250 คน รวมทั้งสิ้น 5,950 คน พร้อมความร่วมมือจากองค์กรหลัก 4 หน่วยงาน ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, (PST), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช(A-Med Home Ward), บริษัท บางกอก เมดิคอล ซอฟต์แวร์ จำกัด หรือBMS (HOSxP ) และกองสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุขและ (สอน.บัดดี้)
นางเยาวเรศ คำมะนาด นักวิชาการประจำโครงการฯ กล่าวว่า การลงทุนเรื่องเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ งานบริการสังคมสงเคราะห์ ทางการแพทย์ไทย และเห็นว่าแพลตฟอร์ม Social telecare เวอร์ชั่น AI จะสนับสนุน คิดวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจ บริการ และเชื่อมประสานระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน ที่ยังมีช่องว่าง ต้องการให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการ และต้องเชื่อมเครือข่าย
ทั้งนี้คาดว่าโครงการ “PST AI” จะเกิดระบบดูแลทางสังคมและสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เชื่อมโยงข้อมูลและบริการอย่างไร้รอยต่อด้วย AI ส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการสุขภาพและสิทธิสวัสดิการได้สะดวกและทั่วถึงมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสนับสนุนการขยายผลเชิงนโยบายระดับชาติ โดยสถานบริการจะบรรจุการเชื่อมโยง 4 แพลตฟอร์มเข้าสู่นโยบายและแผนปฏิบัติการ และใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำอย่างยั่งยืน