แม่ใจแทบสลาย ร้องมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยประสานตำรวจตามหาลูกแท้ ๆ หลังจ้างคนเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิดจนถูก 5 เดือน คนรับจ้างเลี้ยงเอามาคืนก็รักและเลี้ยงดูจนได้ขวบครึ่ง ถึงรู้ความจริงว่าลูกถูกสลับตัวกับลูกคนอื่น ตอนนี้ลูกแท้ ๆ อายุ 3 ขวบ ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าอยู่ไหน คนก่อเหตุบอกแค่ว่ามีสามีภรรยาชาวเมียนมารับไป
วันนี้ (7 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.นก (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี ชาว จ.มุกดาหาร ได้เดินมาจากบ้านตั้งแต่บ่ายวันที่ 6 พ.ค. 69 เพื่อเข้าร้องทุกข์กับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เนื่องจากจ้างเลี้ยงลูกสาวแรกเกิดจนถึงอายุ 5 เดือน พอคนเลี้ยงเอาเด็กมาคืนให้แม่ แม่คิดว่าเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเอง รักและเลี้ยงดูจนเด็กอายุ 1 ขวบ 6 เดือน เพิ่งรู้ลูกถูกสลับตัว ความแตกเมื่อมีหญิงแปลกหน้าทักแช็ตมาแสดงตัวเป็นแม่ของลูกที่เลี้ยงอยู่ พอรู้ความจริงแทบช็อก ไม่ทราบชะตากรรมลูกแท้ ๆ ของตัวเองไปอยู่ที่ไหน โดยตอนนี้ลูกสาวอายุ 3 ขวบแล้ว แจ้งความที่ สภ.บางละมุง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แม้ผู้ก่อเหตุจะถูกดำเนินคดีไปแล้ว แต่ยังไม่เจอลูกสาวที่แท้จริง และให้ตำรวจติดตามหาแม่ที่แท้จริงของเด็กที่ผู้ร้องทุกข์เลี้ยงมาคิดว่าเป็นลูกด้วย
สำหรับเรื่องดังกล่าว น.ส.นก บอกว่า เมื่อปี พ.ศ. 2565 ได้ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และทะเลาะกับแฟนหนุ่ม จึงเลิกรากันไป ไม่อยากให้ทางบ้านต้องรับรู้ จึงไปปรึกษาเพื่อน และเพื่อนได้แนะนำให้รู้จักกับกับ น.ส.หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ห้องเช่ากับสามีและลูก 4 คน ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อได้พูดคุย น.ส.หนึ่งบอกว่าเป็นคนรักเด็ก พอตนคลอดลูกออกมาจะรับเลี้ยงให้ ตนจึงย้ายไปอยู่กับ น.ส.หนึ่ง ที่ จ.ชลบุรี ได้ประมาณ 20 วัน จากนั้นก็คลอดลูกสาวออกมาในเดือน ต.ค. 65 ก่อนเปลี่ยนใจไม่อยากยกลูกให้ น.ส.หนึ่ง จึงตกลงจ้าง น.ส.หนึ่ง เลี้ยงลูกให้เดือนละ 8,000 บาท ส่วนตนก็ไปทำงานรับจ้างก่อสร้างในพื้นที่ จ.ชลบุรี และอาศัยอยู่ที่ไซต์งาน
ระหว่างที่ น.ส.หนึ่ง เลี้ยงลูกให้ได้ 1 เดือน ได้มาบอกกับตนว่ามีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งอยากจะได้ทารกไปเลี้ยงเป็นลูก โดยจะให้เงินผูกข้อมือ 20,000 บาท แต่ตนไม่ยอมยกลูกให้ หลังจากนั้นก็ยังฝาก น.ส.หนึ่ง เลี้ยงลูกต่อโดยไม่คิดอะไร เมื่อมีเวลาว่างก็ไปเยี่ยมลูกบ้าง จนกระทั่งลูกอายุ 5 เดือน วันที่ 1 มี.ค. 66 จู่ ๆ น.ส.หนึ่ง ก็นำลูกมาส่งให้ โดยบอกว่าฝากไว้ก่อนจะไปทำธุระ แต่ผ่านไปหลายวันก็ไม่มารับลูกไปดูแลต่อ ตนจึงได้เอาลูกไปฝากให้ยายเลี้ยงที่ จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนจะไปทำงานรับจ้างต่อ จนเดือน พ.ค. 66 ตนกลับไปเยี่ยมลูกได้สังเกตเห็นว่าหน้าตาของเด็ก 7 เดือน เปลี่ยนไป หน้าดำ และหน้าใหญ่ขึ้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใช่ลูกตนเองหรือไม่ เลยถามยายว่าจะไปตรวจดีเอ็นเอดีไหม ยายบอกว่าอย่าเลย ทำใจไม่ได้ ลูกใครก็เลี้ยงไปเถอะ
น.ส.นก บอกอีกว่า หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งเดือน มี.ค. 67 เด็กอายุได้ 1 ขวบ 6 เดือน จู่ ๆ ก็มี น.ส.น้อย ทักแช็ตเฟซบุ๊กมาหาตน และแสดงตัวว่าเป็นแม่ของลูกสาวที่ตนเลี้ยงอยู่ โดยถามว่า "ลูกของหนูเป็นอย่างไรบ้าง ซนไหม อยากเห็นหน้าลูก ช่วยส่งรูปให้ดูหน่อย" และน.ส.น้อย ยังได้ส่งคลิปวิดีโอลูกสาวที่ตนเคยส่งให้ น.ส.หนึ่ง มายืนยัน ตนถึงกับช็อก คุยแช็ตถามจนรู้เรื่อง ว่าตอนที่ลูก 5 เดือน ช่วงเดือน มี.ค. 66 น.ส.หนึ่ง ได้ไปเอาลูกของ น.ส.น้อย โดยให้เงินไป 10,000 บาท ก่อนจะเอาลูกของ น.ส.น้อย มาสวมรอยเป็นลูกของตนส่งคืนมาให้ ใจตนแทบสลาย ตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าเด็กที่เลี้ยงอยู่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ จึงได้รีบติดต่อหา น.ส.หนึ่ง เพื่อสอบถามว่าลูกของตนอยู่ไหน แต่ น.ส.หนึ่ง ก็ไม่ยอมบอก ก่อนจะบล็อกทุกช่องทางติดต่อไม่ได้
จากนั้นวันที่ 7 มี.ค.67 ได้ไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง ตำรวจได้ส่งตัวตนและลูกที่ถูกสลับตัวมาไปตรวจดีเอ็นเอ ปรากฎว่าไม่ตรงกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นแม่ลูกแต่อย่างใด และไม่นานตำรวจก็ได้จับกุมตัวน.ส.หนึ่ง ที่สลับตัวเด็กไปมาดำเนินคดี จากการสอบสวน น.ส.หนึ่ง อ้างว่าเอาลูกของตนไปให้กับสองสามีภรรยาชาวเมียนมา ตำรวจจึงแจ้งข้อหา น.ส.หนึ่ง "พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อหาผลกำไร" ศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 ให้จำคุก น.ส.หนึ่ง 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ตอนนี้ น.ส. หนึ่ง ได้ประกันตัวออกมาระหว่างรอยื่นอุทธรณ์ ส่วนตนพยายามตามหาลูกแท้ ๆ มาโดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีเบาะแส ซึ่คิดว่าสองสามีภรรยาชาวเมียนมาที่เอาลูกของตนไปน่าจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวมาดำเนินคดีและสอบปากคำ เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะติดตามตัวลูกสาวกลับมาได้
อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวลา 13.00 น. นางปวีณา จะพา น.ส.นก เดินทางไปที่ สภ.บางละมุง เพื่อพบกับ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เพื่อขอให้ช่วย น.ส.นก ติดตามหาลูกสาว 3 ขวบ ที่ถูก น.ส.หนึ่ง (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี หญิงที่รับจ้างเลี้ยงสลับตัวไป โดยเอาลูกสาวคนอื่นมาสวมรอยส่งคืนให้ น.ส.นก ตั้งแต่ยังเป็นทารกวัย 5 เดือน โดยตอนนี้ตำรวจจับ น.ส.หนึ่ง และถูกศาลชั้นต้นตัดสินโทษจำคุก และได้ประกันตัวออกมาระหว่างรอยื่นอุทธรณ์ แต่ น.ส.นก ไม่ทราบชะตากรรมของลูกสาวแท้ ๆ ว่าตอนนี้ไปอยู่กับใครที่ไหน ซึ่ง น.ส.นก อยากได้ลูกแท้ ๆ กลับคืนมาใจจะขาด แต่มืดแปดด้านในการติดตามหาตัว เนื่องจาก น.ส.หนึ่ง ปิดปากเงียบเรื่องที่อยู่ของเด็ก อ้างเพียงว่าสองสามีภรรยาชาวเมียนมาพาหนีไป จึงวอนขอความเป็นธรรมต่อ นางปวีณา ช่วยประสานตำรวจติดตามหาลูกสาวตัวจริงกลับสู่อ้อมอกแม่ด้วย
นางปวีณา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก จึงได้ประสาน พ.ต.อ.สราวุธ ทันที และได้นัดหมายมาพบในวันนี้ ขณะเดียวกันได้นัด น.ส.จันจิรา ไทยบัณฑิต พมจ.ชลบุรี เดินทางมาด้วย เพราะต้องตามหาสองสามีภรรยาชาวเมียนมาที่เอาลูกของ น.ส.นก ไป หากว่ามีการขายเด็กก็เข้าข่ายการค้ามนุษย์ ต้องดำเนินคดีกับสองสามีภรรยาชาวเมียนมา และเร่งติดตามตัวเด็กซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ของน.ส.นก ที่ถูกสลับตัวไปกลับมาคืนแม่ให้ได้ ขณะเดียวกันจะขอให้ตำรวจติดตามตัว น.ส.น้อย ที่แสดงตนเป็นแม่ของเด็กที่ น.ส.นก เลี้ยงดูอยู่ในขณะนี้ มาสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะรับลูกไปเลี้ยงดูเองหรือไม่ ทุกอย่างจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามร่วมกับ ผกก.สภ.บางละมุง และ พมจ.ชลบุรี อย่างใกล้ชิดต่อไป