ปชน. มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค.นี้ ยินดีพรรคฝ่ายค้านอื่นร่วมด้วย

ปชน. มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค.นี้ ยินดีพรรคฝ่ายค้านอื่นร่วมด้วย

View icon 32
วันที่ 7 พ.ค. 2569 | 16.13 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
พรรคประชาชน มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค.นี้ ชี้ สอดไส้-ตีเช็คเปล่า ไม่ขัดพรรคฝ่ายค้านอื่นร่วมลงชื่อ

วันนี้ (7 พ.ค.69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และนายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาพรรคด้านกฎหมาย แถลงจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีรัฐบาลมีมติออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มติที่ประชุม สส.ของพรรคประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ สส.ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ต่อการออกพระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาล 400,000 ล้านบาทนั้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ การสอดไส้ตีเช็คเปล่า กู้เงิน 200,000 ล้านบาท ที่จะเอามาใช้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน ที่พูดว่าสอดไส้เพราะว่า การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้มี 2 แผนงานมัดรวมมาเป็นครั้งเดียว และการตีเช็คเปล่าก็ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่เรายังไม่เห็นรายละเอียดภายในโครงการว่า 200,000 ล้านบาท จะเข้าเงื่อนไขในการออกพระราชกำหนดได้จริงหรือไม่ และยังนำมารวมกันกับเงินเยียวยาของประชาชน จึงยืนยันว่า พร้อมจะใช้อำนาจที่มีในฝ่ายนิติบัญญัติเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเข้าชื่อร่วมกันกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นเข้ามาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งในกระบวนการมีการหารือกับพรรคอื่นอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจที่จะไม่เป็นการขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้น ตัวคำร้องพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการที่จะเป็นผู้ยกร่าง

เมื่อถามว่า เงินกู้ส่วนที่สองเป็นการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เงินกู้ส่วนแรกก็มีปัญหา น.ส.ศิริกัญญา ก็ได้แสดงความเห็นไปแล้วว่า เป็นการเยียวยาแบบสุ่ม และไม่ได้เป็นการเยียวยาแบบพุ่งเป้าตามที่รัฐบาลพยายามสื่อสาร อย่างไรก็ตาม อำนาจตามพระราชกำหนด เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในกรณีที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรามีความกังวลใจว่า การใช้อำนาจครั้งนี้ของฝ่ายบริหารอาจจะลุแก่อำนาจเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็คือในส่วนของเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ที่เอามาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีชี้แจงว่า ส่วนของเงินเยียวยานั้นทุกคนเดือดร้อนกันหมด ฟังขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพยายามใช้กลไกในสภา เพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบ การตั้งกระทู้ถามก็คาดหวังว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่า ได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้สามสดหลายประเด็น ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวเสริมว่า นายภราดรตอบมาว่า คนเดือดร้อนกันทั่วหน้าก็เลยต้องจ่ายถึง 30 ล้านคน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ควรจะแจกแบบถ้วนหน้าไปเลย แต่ทางนายเอกนิติ ระบุว่า ต้องการเยียวยาแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง แต่ในรายละเอียดของการเยียวยา กลายเป็นการเยียวยาเกือบถ้วนหน้า หากทั่วหน้าจริงก็น่าจะแตะราว 50 ล้านคน ซึ่งรอบนี้ก้ำกึ่งทั้งโครงการคนละครึ่ง และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมได้ประมาณ 44 ล้านคน แสดงว่า จะต้องมีคนส่วนอื่นที่ตกหล่นแน่ ๆ ซึ่งอาจเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ ดังนั้น เราไม่ติดที่จะต้องมีการเยียวยาประชาชน แต่อยากให้เลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้าบอกว่าทุกคนเดือดร้อนก็ต้องกู้มาแจกแบบถ้วนหน้าไปเลย แล้วก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องของมุ่งเป้า เพราะถ้าต้องการแบบมุ่งเป้าจะต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียน แบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงต้องตกหล่น หรือคนที่ไม่ได้เดือดร้อนกับรับผลประโยชน์แทน

น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายภราดรยังยอมรับเองว่าเงินกู้ 200,000 ล้านบาทนี้ ยังมีตัวโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องเข้ามา และผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที และยังยอมรับว่า สำหรับการเยียวยาจะกู้ปีนี้ ส่วนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจะกู้ปีหน้า ก็ยิ่งย้ำว่า โครงการนี้ไม่เป็นโครงการเร่งด่วนแต่อย่างใด ซึ่งกรณีที่เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ คือ เรื่องที่เรามองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนที่จะเร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วน หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ก็จะใช้อำนาจของสภาในการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ เรื่องของวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้มีแค่เรื่องของเพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องของการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าตรงเป้าตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีคำตอบเดียวตามโพย จึงควักโพยออกมาตอบว่า วินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุ ซึ่งตนไม่ได้ถาม ก็อาจจะช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่า ทุกอย่างยังโอเค วินัยการเงินการคลังไม่ได้ถูกทำลาย แต่วิญญูชนทุกคนย่อมทราบดีว่า วินัยการเงินการคลังในครั้งนี้ และถูกทำลายไปแล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ได้ประสานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ แล้ว จำเป็นจะต้องยื่นให้ทันภายในวันที่ 11-12 พ.ค. นี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยื่นก่อนที่สภาจะมีการอนุมัติในวันที่ 14 พ.ค.นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง