นายกรัฐมนตรี ย้ำ ไทยเดินหน้าสร้างสันติภาพ ยึดมั่นอธิปไตย และผลประโยชน์ประชาชน มอง การเจรจาสามฝ่าย ทำให้เกิดสันติภาพระหว่างสองประเทศได้ ขออย่าสร้างแรงกดดันให้ประเทศที่สามมากดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชี้ หากบรรลุข้อตกลง-ยอมรับได้ พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตต่อไป
วันนี้ (7 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือสามฝ่ายระหว่างไทย - ฟิลิปปินส์ - กัมพูชา ว่า ได้ยืนยันในที่ประชุม ว่า ประเทศไทยยังมีความเชื่อมั่นในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค ยึดมั่นในอธิปไตย และประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ ซึ่งฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ได้ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยืนยันว่า เรื่องการปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิด การสำรวจความเป็นไปของการดำเนินการทางการทหารของทั้งสองประเทศตลอดแนวชายแดน หรือ ASEAN Observer Team - AOT ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเกือบ 5 เดือน ตลอดแนวชายแดนก็ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ตนเองยังได้แจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบถึงเหตุผลที่ประเทศไทยขอยกเลิก MOU 2544 ซึ่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็รับทราบด้วยตัวเองแล้ว และเราเห็นพ้องต้องกันว่า จะยึดถือแนวปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แต่ในรายละเอียดยังต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งทั้งสองประเทศตกลงกัน ว่า จะเริ่มให้มีการพูดคุยหารือ และเจรจากันในระดับผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่ระดับ JBC , GBC และรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ขอให้ยึดถือในเรื่องของความมีสันติภาพในชายแดน และประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
ส่วนการเจรจานอกเหนือหลังจากนี้ ขอให้ยึดถือตาม Joint Statement หรือ บันทึกข้อตกลงที่ได้กันไว้ก่อนการหยุดยิง หลังจากนั้นค่อยหาวิธีสร้างสันติภาพ หากบรรลุข้อตกลงที่เป็นการยอมรับได้ของทั้งสองประเทศ ก็จะมีการสถาปนา หรือ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นลำดับขั้นต่อไป ดังนั้น การประชุมนี้มีแนวโน้มจะทำให้เกิดสันติภาพระหว่างสองประเทศ แต่ประเทศไทยได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาไป ว่า ขอให้ถือว่าปัญหาของทั้งสองประเทศที่มีอยู่นี้ เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ขอให้ทั้งสองประเทศช่วยกันดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนที่พำนักอยู่ในประเทศนั้น ๆ และให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นระดับทวิภาคีระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา ดังนั้น การหารือ หรือ การเจรจาใด ๆ ขออย่าไปสร้างแรงกดดันจากประเทศที่สาม ให้มากดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดผลดีในการแสวงหาสันติภาพ เพราะยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ยังต้องดำเนินต่อไป
นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการเปิดด่าน การเปิดพรมแดน หรือ เรื่องการเคลมว่าแผ่นดินของใครอยู่ตรงไหน ใครรุกล้ำใคร แต่ให้เริ่มจากการเจรจา สนทนา พบปะกันในระดับปฏิบัติการ ก่อนที่จะไปจบที่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ
นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า เราจะทำทุกอย่างให้มีความคืบหน้าไปในทางที่ดี โดยที่ประเทศไทยยังรักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนให้มากขึ้น และจะไม่มีการสูญเสียใดจากการดำเนินการในครั้งนี้