สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง กลางวันร้อนจัดและมีฝนตกลงมา ส่งผลกระทบต่อกุ้งก้ามกรามในบ่อ น็อกตายเป็นจำนวนมาก เกษตรกรต้องเลหลังขายราคา กก.ละ 100 บาท
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามสภาพอากาศและการประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พบว่า เช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหลายราย ที่ปริมาณกุ้งยังตกค้างในบ่อจำนวนมาก ต้องเผชิญกับปัญหากุ้งน็อกน้ำหรือกุ้งน็อกตายเป็นจำนวนมาก โดยระบุว่าสาเหตุหลักจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลางวันร้อนจัดและมีฝนตกลงมา ทำให้กุ้งปรับสภาพไม่ทัน และเกิดการน็อกตายดังกล่าว
นายไมตรี กำลังชัย อายุ 56 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามและเป็นพ่อค้าค้าคนกลาง บ้านตูม หมู่ 4 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผลกระทบจากพลังงานเชื้อเพลิงเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศค้าขายกุ้งก้ามกรามเป็นอย่างมาก ต่อเนื่องถึงหน้าเทศกาลสงกรานต์ ที่เคยค้าขายคล่องตัว แต่เกิดการฝืดเคือง เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ากำลังซื้อลดลง ส่งผลให้กุ้งก้ามกรามในบ่อที่ตัวโตอายุ 5 เดือนพร้อมจับจำหน่ายขายไม่ได้ ประกอบกับสภาพอากาศที่วิปริตร้อนจัดสลับฝนตก จึงเป็นสาเหตุทำให้กุ้งในบ่อของตนและเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทยอยตายลงทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ ที่กุ้งในบ่อของลูกสาวตนน็อกตายไปประมาณ 40-50 กก. หรือหากรวมที่น็อกตายก่อนหน้านี้ไม่น้อยกว่า 200 กก.ทีเดียว
นายไมตรีกล่าวอีกว่า ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เนื่องจากกุ้งตกค้างในบ่อเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการน็อกตายติดต่อกันเรื่อยมา ก็จำเป็นต้องลดราคาแบบเลหลังขายเหลือ กก.ละ 100 บาท ขณะที่กุ้งสดที่เหลือในบ่อก็ต้องเร่งจับจำหน่าย ก่อนที่จะน็อกตายทั้งหมด โดยกุ้งรวมขายที่ กก.ละ 200 บาท กุ้งคัดไซส์ กก.ละ 250 บาท ถือว่าเป็นราคาต่ำสุด เพื่อต้องการระบายกุ้งออกจำหน่าย ก่อนที่จะน็อคตายยกบ่อดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักๆที่กุ้งน็อกตาย คือสภาพอากาศวิปริต ไม่มีน้ำเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง ทั้งนี้ หากเขื่อนลำปาวไม่ปิดน้ำนาน เพื่อทำการปรับปรุงคูคลองตามปกติ และอยู่ในระยะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง หรือระยะนี้มีฝนตกลงมาเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็นลง ก็คงจะเข้าสู่ภาวะปกติ