วันนี้ (8 พ.ค. 69) ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 1 ถนนทุ่งโฮเต็ล อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน เป็นประธานกิจกรรมตรวจติดตามโครงการงานจ้างสำรวจออกแบบ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่วาง และพร้อมกับคณะผู้บริหารกรมชลประทาน นำสื่อมวลชนเดินทางไปยังฝายนอนแม่วาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งหัวงานโครงการอ่างเก็บน้ำแม่วาง โดยมี นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชลประทานในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ร่วมให้ข้อมูลและแนวทางการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ
นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน กล่าวว่า การพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำแม่วาง จะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน อ่างเก็บน้ำมีความจุที่ระดับเก็บกักปกติประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 48,780 ไร่
โดยส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของฝายเดิม 11 ฝาย จำนวน 38,030 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ 11 ตำบล ได้แก่ อ.แม่วาง อ.สันป่าตอง และ อ.ดอยหล่อ อีกทั้งเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค ของคนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
โครงการอ่างเก็บน้ำแม่วาง มีลักษณะเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว ความสูงเขื่อน 80 เมตร ความยาวสันเขื่อน 700 เมตร มีระดับน้ำเก็บกักปกติ +395.00 เมตร.(ร.ท.ก.) อาคารระบายน้ำล้น เป็นประเภท Radial Gate (บานระบายโค้ง) ขนาด 6.00×6.00 เมตร จำนวน 5 บาน
อ่างเก็บน้ำแม่วางมีที่ตั้งโครงการอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านใหม่ปางเติม ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติออบขาน อุทยานแห่งชาติแม่วาง และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
รวมถึงพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A และ 1B โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำรวม 867 ไร่ และพื้นที่หัวงาน 171 ไร่ มีระยะเวลาดำเนินงาน 450 วัน เริ่มวันที่ 11 เม.ย. 68 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 4 ก.ค. 69
การออกแบบมีข้อกำหนดให้มีการคำนวณให้ตัวเขื่อนมีความสามารถต้านแรงแผ่นดินไหวในระดับสูงของพื้นที่ ซึ่งภาคเหนือและเชียงใหม่ต้านแรงแผ่นดินไหวสูงสุดที่ 7 แมกนิจูด การคำนวณต้านแผ่นดินไหวของอ่างเก็บน้ำแม่วางก็เช่นกันได้คำนวณการก่อสร้างที่สามารถรับแรงแผ่นดินไหวไว้ที่ 7 แมกนิจูด
สำหรับงานสำรวจและออกแบบโครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 68 มีระยะเวลาดำเนินงาน 450 วัน และจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 4 ก.ค. 69 โดยตลอดระยะเวลาดำเนินงานจะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้การออกแบบโครงการมีความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่