สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - ที่ จังหวัดชลบุรี จากคดีอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำธรรมดา กลายเป็นการตรวจค้นเจอคลังแสง ทั้งระเบิดซีโฟร์ อาวุธปืนสงครามจำนวนมาก ซุกซ่อนอยู่ในบ้านเช่าสุดหรู
ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้อพยพประชาชนหลายหลังคาเรือนออกจากหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ใน ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังนำกำลังปิดล้อมตรวจค้นบ้านของ นายหมิงเฉิน ซุน อายุ 30 ปี ชาวจีน พบอาวุธปืนพกสั้นและอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจมรวม 5 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก รวมทั้งระเบิดสังหารกว่า 10 ลูก ตลอดจนกระสุนปืนขนาดใหญ่ที่ใช้ในทางการทหารไทย
นอกจากนั้น ยังพบเสื้อเกราะกันกระสุนสภาพถูกติดตั้งระเบิดซีโฟร์ น้ำหนักลูกละ 16 ปอนด์ จำนวน 5 ลูก และยังมีระเบิดถูกติดตั้งระบบพร้อมใช้งานคล้ายกับ "ระเบิดพลีชีพ" รวมถึงแกลลอนบรรจุน้ำมันเบนซินอีกหลายลิตร ทำให้ตำรวจต้องถอนกำลัง พร้อมอพยพประชาชนออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย เนื่องจากหวั่นว่าอาจเกิดอันตราย พร้อมประสานเจ้าหน้าที่อีโอดีทำการปลดชนวนระเบิดเป็นที่เรียบร้อย
สำหรับการปิดล้อมตรวจค้นบ้านของชายชาวจีนรายนี้ สืบเนื่องจากเขาและแฟนสาวขับรถเก๋งสีขาวประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟสายเก่า ช่วงเย็นเมื่อวาน (8 พ.ค.) ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ เข้าตรวจสอบภายในรถพบอาวุธปืนพกสั้น จึงคุมตัวชายชาวจีนมาสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนขยายผลตรวจค้นบ้านเช่าหลังดังกล่าว
ชายชาวจีนรับสารภาพว่า เป็นเจ้าของอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดทั้งหมด โดยอ้างว่าซื้อมาจากบุคคลที่รู้จักผ่านโซเชียลฯ เมื่อ 3-4 ปีก่อน และนัดรับของในพื้นที่ระยอง ส่วนระเบิดซีโฟร์ที่ประกอบติดกับเสื้อเกราะนั้น เตรียมไว้ใช้ก่อเหตุฆ่าตัวตาย เนื่องจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ตำรวจไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากอาวุธที่ตรวจพบเป็นอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และโดยปกติใช้ในภารกิจทางทหาร นอกจากนี้ ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของชายชาวจีน พบคลิปวิดีโอปรากฏภาพขณะซ้อมยิงปืนโดยใช้ไก่มีชีวิตเป็นเป้า รวมถึงการทดสอบขว้างระเบิดลงน้ำ และการฝึกใช้อาวุธทางทหาร โดยเขาอ้างว่าภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในกัมพูชา ขณะไปทำธุรกิจเปิดร้านอาหารจีนที่นั่น
และที่น่าตกใจกว่านั้น พบการใช้งานพูดคุยกับแช็ต GPT เพื่อสอบถามแนวทางการก่อเหตุวินาศกรรมในสถานที่สำคัญ รวมถึงอนุภาคการทำลายล้างของระเบิดซีโฟร์
จากการตรวจสอบประวัติเดินทาง พบช่วงปี 2565-2569 ชายชาวจีนมีการเดินทางเข้าออกระหว่างไทยและกัมพูชาหลายสิบครั้ง โดยใช้วีซา "Thailand Elite" ในการพำนักภายในราชอาณาจักร อีกทั้งยังตรวจพบว่ามีการครอบครองทั้งบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทย หรือ "บัตรชมพู" รวมถึงหนังสือเดินทางประเทศโดมินิกาอีกด้วย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะบุคคล เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเพิ่มเติมอย่างละเอียด
ด้าน นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว สั่งการให้เร่งขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นคดีความมั่นคงของประเทศ