เช้านี้ที่หมอชิต - นายทักษิณ ได้รับการพักโทษ เดินออกจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรม ท่ามกลางการรอต้อนรับจากครอบครัว แกนนำและมวลชนคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ 2 ครั้งสั้น ๆ ว่า ไปจำศีลมา 8 เดือน จำเหตุการณ์อะไรไม่ได้
"ทักษิณ" พักโทษ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า
ทันที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก้าวเท้าขวาพ้นขอบประตูเรือนจำกลางคลองเปรม เวลา 07.40 น. วานนี้ (11 พ.ค.) สวมกอด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็ก ตามด้วยนางสาวพินทองทา คุณากรวงศ์ หลานชาย ลูกชาย ลูกเขยทั้ง 2 คน
และ นายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ น้องไปป์ ลูกชายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาเป็นตัวแทนของแม่ จากนั้น นายทักษิณ เดินทักทาย-รับดอกไม้จากแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย และ สส.ที่มารอรับ
มีทั้ง นายภูมิธรรม เวชชยะชัย, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายสรวงศ์ เทียนทอง และคนอื่น ๆ รวมถึงกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง
นักการเมืองที่ไปรอรับ ประกอบด้วย นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ หลานชายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช., นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รวมถึง นางสาวจิราพร สินธุไพร
ใช้เวลาประมาณ 10 นาที นายทักษิณ ได้เคารพธงชาติ ที่หน้าเสาธงหน้าเรือนจำ จากนั้นขึ้นรถยนต์ไปพร้อมกับ นางสาวแพทองธาร
มุ่งหน้าไปรายงานตัว ที่ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ใช้เวลาไม่นานก็ลงมาขึ้นรถ นายทักษิณ โบกมือทักทายนักข่าว ทางนักข่าวถามว่า จำกันได้หรือไม่ ตอนที่นายทักษิณ เข้าเรือนจำครั้งแรก ได้วิ่งตามไปส่งหน้าประตูเรือนจำ
เมื่อนายทักษิณ เดินทางไปถึงหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ก็ได้เปิดกระจก ยกมือไหว้มวลชนคนเสื้อแดงที่ไปรอต้อนรับ พร้อมทักทายนักข่าว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมพูดเพิ่มเติมว่า "ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้"
นางสาวแพทองธาร อัปเดตความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลฯ โพสต์รูปที่ครอบครัวชินวัตรได้อยู่พร้อมหน้ากับลูก ๆ แต่ขาดคุณหญิงพจมาน พร้อมเขียนข้อความร่ายยาวสรุปใจความสั้น ๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือเรามีกันและกัน ขอบคุณพ่อที่ไม่เคยทำให้เราลำบากใจเลย แม้ตัวเองจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากที่สุด ขอบคุณทุกคนที่ยืนเคียงข้างกันอย่างหนักแน่น
ไปดูเงื่อนไขการพักโทษ ของนายทักษิณ ต้องสวมกำไล EM มีการสวมใส่ตั้งแต่ในเรือนจำที่ข้อเท้าด้านซ้าย สังเกตดี ๆ จะเห็นในคลิปว่าก่อนเดินข้ามประตูเรือนจำ มีการสวมใส่ไว้แล้ว
ทนายวิญญัติ บอกว่า นายทักษิณจะต้องไปรายงานตัวเดือนละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษวันที่ 9 กันยายน และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติ 11 ข้อ
อาทิ ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย ห้ามกระทำผิดซ้ำ ต้องพักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามที่ได้แจ้งไว้ คือ บ้านจันทร์ส่องหล้า ถ้าจะไปต่างจังหวัดก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตและที่สำคัญ ห้ามเดินออกนอกประเทศ ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึง 9 กันยายน ก็พ้นโทษอย่างสมบูรณ์
แต่คดีของนายทักษิณ ยังไม่จบซะทีเดียว ยังเหลือความผิด มาตรา 112 ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมปีที่แล้ว คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์
และอีก 2 คดี ตอนนี้อยู่ในมือ ป.ป.ช. คือคดีอนุมัติให้เอื้อประโยชน์สายการบินเอกชน และ คดีศูนย์ปราบปรามแร่เถื่อน จังหวัดพังงา อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริง
และคดีที่น่าจับตา ก็คือคดีชั้น 14 แม้จะยังไม่ถูกชี้ว่ากระทำผิด แต่ก็ต้องลุ้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ตั้งอนุกรรมการไต่สวนเอาผิด เจ้าหน้าที่รัฐทั้งกรมราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลตำรวจ รวม 12 คน จะลามมาถึงนายทักษิณ หรือไม่
"อนุทิน" ยินดี "ทักษิณ" ได้รับการพักโทษ
ด้านลูกน้องเก่า อย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความยินกับนายทักษิณ ที่ได้รับการพักโทษ และคงจะมีโอกาสไปพบกัน ในฐานะอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนายทักษิณ เคารพนับถือกัน ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก
"กรวีร์" เชื่อ "ทักษิณ" พักโทษไม่ส่งผลการเมือง
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล รอดูท่าทีของนายทักษิณ อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางพรรคเพื่อไทยอย่างไร
ส่วนฉากทัศน์การเมืองไทยคิดว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะขณะนี้รัฐบาลค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพมั่นคงกับการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่าง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยินดี ที่นายทักษิณ ได้พักโทษ เพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของพรรค ยืนยัน พรรคเพื่อไทย ทำงานเป็นอิสระ เหมือนที่ผ่านมา
ส่วนทางฝั่ง กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ไม่เห็นด้วยกับการพักโทษของนายทักษิณ ย้ำว่า เดินหน้าตรวจสอบกรมราชทัณฑ์ แบบกัดไม่ปล่อย หากทำหนังสือทวงถามอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังไม่ได้คำตอบที่สมเหตุสมผล พบมีการเอื้อประโยชน์ให้ตัวบุคคลจนระบบยุติธรรมบิดเบี้ยว จะยกระดับ ร้องป.ป.ช. เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป