รวบ 2 หนุ่มใหญ่รับโอนเงินให้สแกมเมอร์ เจ้าตัวอ้างถูกเพื่อนหลอกยืมบัญชี แลกเหล้าขาว 1 ขวด

รวบ 2 หนุ่มใหญ่รับโอนเงินให้สแกมเมอร์ เจ้าตัวอ้างถูกเพื่อนหลอกยืมบัญชี แลกเหล้าขาว 1 ขวด

View icon 29
วันที่ 13 พ.ค. 2569 | 10.41 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (13 พ.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม

1. นายนิกร อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1687/2569 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2569

2. นายนิคม อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1688/2569 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2569

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณอู่รถยนต์ และ บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี

พฤติการณ์ วันที่ (11 มิ.ย. 67) กลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้โทรศัพท์หาผู้เสียหายโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์ซึ่งมี Mr.VEASNA (ผู้ต้องหาอีก 1 คน) เป็นผู้ลงทะเบียน

โดยในสายเป็นหญิงไทยโทรมาแสดงตัวอ้างว่าเป็นพนักงานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หลอกลวงว่าชื่อ และบัตรประชาชนของผู้เสียหายถูกนำไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์อีกหมายเลข เพื่อใช้ส่งข้อความเกี่ยวกับการพนันที่ จ.นครสวรรค์

ก่อนจะหลอกให้ผู้เสียหายแจ้งความทางโทรศัพท์ผ่านกลุ่มคนร้ายที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตร. สภ.เมืองนครสวรรค์ ขบวนการคนร้ายได้สร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการวิดีโอคอล ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ปลอมของ สภ.เมืองนครสวรรค์ โดยมีคนร้ายแต่งกายชุดตำรวจ และใช้ภาพพื้นหลังจำลองสถานีตำรวจ พร้อมทั้งส่งเอกสารราชการปลอม และเอกสารทางธนาคารปลอม ที่มีชื่อผู้เสียหายระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน

จากนั้นได้หว่านล้อมให้ผู้เสียหายโอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนเองไปเข้า บัญชีธนาคารของ นายนิกร จำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 764,913.91 บาท โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

จากการสืบสวนพบว่าหลังจากผู้เสียหายโอนเงินแล้ว เงินจำนวนดังกล่าว ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของ นายนิคม ซึ่งนายนิคมได้นำเงินนั้นไปฟอกผ่านการซื้อเหรียญดิจิทัล (USDT) แบบ P2P ในแอปพลิเคชัน BINANCE

จนกระทั่ง ผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อกลุ่มคนร้ายได้ จึงทราบว่าถูกหลอก จึงได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. สืบทราบว่า นายนิกร ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ใน จ.อุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ได้พบชายลักษณะรูปพรรณตรงกับนายนิกร กำลังทำงานซ่อมรถยนต์อยู่บริเวณหน้าอู่รถ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจสอบ และจับกุมตัวนายนิกร

และสืบทราบว่า นายนิคม ได้หลบหนีมาทำงานบริเวณหน้าบ้านกำลังก่อสร้าง ไม่มีเลขที่ภายใน จ.อุดรธานี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบต่อเนื่อง และพบตัวนายนิคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าจับกุมนายนิคม ได้แจ้งสิทธิ และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ในชั้นจับกุม นายนิกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาแจ้งกับชุดจับกุมว่า ตนเคยทำกระเป๋าเงิน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนหาย และเมื่อหลายปีก่อนไม่ทราบว่าใครมีใครนำบัตรประชาชนของตนไปเปิดบัญชีหรือไม่

และ นายนิคม ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แจ้งกับชุดจับกุมว่าตนเป็นชาวอ่างทองผู้ทำอาชีพรับจ้างก่อสร้าง ตกเป็นเหยื่อเพียงเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ

โดยเมื่อประมาณ 5 - 6 ปีก่อน เขาถูกเพื่อนที่รู้จักกันขอยืมบัญชีธนาคาร โดยได้ออกอุบายอ้างว่าจำเป็นต้องใช้บัญชีคนอื่นเป็นทางผ่าน เพื่อโอนเงินให้เมียน้อยโดยไม่ให้ทางบ้านล่วงรู้ ด้วยความเห็นใจ เขาจึงยอมตกลงให้ยืมบัญชีไปใช้ โดยได้รับค่าตอบแทนเพียง “เหล้าขาวหนึ่งขวด” เป็นน้ำใจตอบแทนในตอนนั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง