ห้องข่าวภาคเที่ยง - ครอบครัวยังหวังให้กองทัพไทย พา “ลุงโยชน์” กลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่นายอำเภอกาบเชิง ขอความร่วมมือชาวบ้านหยุดหาของป่า
ครอบครัวเป็นห่วง “ลุงโยชน์” อายุ 58 ปี หายตัวไป ขณะออกไปจับอึ่งอ่าง บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสำเริง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ (13 พ.ค.) ก็ 18 วันแล้ว
ความคืบหน้าที่ครอบครัวทราบก็คือ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลุงโยชน์เพิ่งขึ้นศาลกัมพูชา เพื่อพิจารณาโทษ แต่ยังไม่ทราบผลการตัดสิน จากนี้ต้องฝากความหวังไว้กับกองกำลังสุรนารี เร่งพา “ลุงโยชน์” กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ทางอำเภอกาบเชิง ได้ถอดบทเรียนจากกรณี “ลุงโยชน์” ขอความร่วมมือชาวบ้านคนไทย งดเข้าพื้นที่ป่าชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ควบคุม อาจมีทุ่นระเบิด กระสุนปืนตกค้าง รวมถึงกองกำลังจากนอกประเทศ
ด้าน รองศาสตราจารย์ ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ณ ตอนนี้เหมือนฝั่งเราจะทำอะไรก็ยาก ทหารไทยจะลุกขึ้นมาทำอะไรก็ต้องรอคำสั่งของผู้บังคับบัญชา อย่างกรณีของ “ลุงโยชน์” ที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป เพียงแค่เข้าไปหาของป่า ก็ยังมีคำสั่งห้ามไม่ให้คนไทยเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นดินแดนของเรา
ด้านเฟซบุ๊กเพจหนึ่งออกมาโต้แย้งกับมาตรการดังกล่าว ชี้ว่า เป็นการแก้ปัญหาแบบไม่ตรงจุด ควรไปหาวิธีจัดการกับทหารกัมพูชาที่รุกล้ำดินแดนแบบเด็ดขาดบ้าง
ทั้งนี้ ยังมาทหารไทยบางคนออกมาโทษเหยื่อ อ้างว่ามีกฎห้ามเข้าพื้นที่ป่าอยู่แล้ว กลายเป็นคำถามย้อนกลับว่า แล้วทำไมถึงปล่อยให้คนกัมพูชาเข้ามาถางป่า ปลูกมะม่วง ปลูกพืชผักผลไม้อยู่นาน จนชาวกัมพูชาปักใจเชื่อว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นที่ดินของเขา แทนที่จะจัดการให้เด็ดขาด หรือวางกำลังให้รัดกุม กลับย้ายคนไทยออกนอกพื้นที่ แล้วก็พยายามทำพื้นที่ชายแดนให้กลายเป็นป่า ประกาศห้ามประชาชนเข้าไปจะได้ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับคนกัมพูชาเสียอย่างนั้น
ด้าน พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เปิดเผยว่า กงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันสั่งปรับกำลังคุมพื้นที่ พร้อมเตือนชาวบ้านให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่ ก่อนเข้าป่า