“แสวง" ชี้ไม่มีประโยชน์ ถ่วงสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. แจงช้าเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกล่าวหา ย้ำเป็นสำนวนใหญ่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้สิ้นแกระแสความ
.
วันนี้ (16 พ.ค.69) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ว่า ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต. โดยยืนยันว่า จะพิจารณาอย่างรวดเร็ว แต่ต้องรอบคอบ และเป็นธรรม ซึ่งกำหนดให้ในแต่ละสัปดาห์ จะมี 1 วันที่พิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ หากมีข้อสรุปสำนักงานกกต. จะรายงานให้รับทราบต่อไป และขอให้มั่นใจว่า กกต.จะพิจารณาไปตามข้อกฎหมายและหลักฐานในสำนวน
.
ส่วนการตั้งข้อสังเกตการยื้อคดี หรือสุดท้ายจะยกคำร้องในคดีนี้ นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ในการถ่วงเวลา การพิจารณาสำนวนทั่วไปใช้เวลา 6-9 เดือน การใช้เวลามากไม่ได้อยู่ที่ กกต. ส่วนมากผู้ที่ถูกกล่าวหา และพยานส่วนใหญ่ จะบ่ายเบี่ยงและชะลอ โดยอ้างว่าเป็นสิทธิ จนไปถึงขั้นที่เห็นว่า เป็นการประวิงเวลา กกต. จึงจะใช้อำนาจ เพื่อแจ้งว่าจะพิจารณาเท่าที่หลักฐานมี ซึ่งอาจจะเป็นโทษกับผู้ถูกกล่าวหาได้ แต่หากทุกคนมาชี้แจง ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง
.
และ หากหลักฐานที่มีอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่เพียงพอที่จะตัดสินว่าการกระทำผิดจริง ก็จะต้องไปศาล เพราะมีหลายมิติ นั่นคือความละเอียดรอบคอบ สิ้นกระแสความของข้อมูล เป็นความซับซ้อนของการพิจารณาสำนวน ซึ่งคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งเป็นสำนวนใหญ่
.
ขณะเดียวกัน นายแสวง ปฏิเสธข้อมูลตามกระแสข่าวที่ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งชุดที่ 36 มีมติเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีมูลความผิด พร้อมชี้แจงว่า ทำตามใจทุกคนไม่ได้ เพราะต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งวิธีพิจารณาคดีสืบสวนมี 4 ขั้นตอน เป็นการสร้างขั้นตอนที่ให้มีการตรวจสอบกันและกัน ซึ่งในคณะอนุชุดที่ 36 ยังไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และยืนยันว่าไม่ได้มีการจะยื้อเวลา แต่เป็นไปตามขั้นตอน เพราะมีเอกสารและพยานจำนวนมาก ส่วนจะมีมติอย่างไรต้องรอลุ้นจาก กกต.
อีกทั้ง ไม่ยืนยันว่า เอกสาร 90,000 หน้าเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดมติก็จะเปิดเผยอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลา และ เลขาฯ กกต.ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาสำนวนนี้ ซึ่งในข้อเท็จจริงยังไม่สิ้นกระแสความสามารถเรียกบุคคลมาสอบเพิ่มเติมได้ ซึ่งในชั้นอนุวินิจฉัยไม่ได้เรียกบุคคลใดเข้ามาสอบ พิจารณาจากเอกสารเป็นหลัก และเชื่อว่าสำนวนน่าจะมีความสมบูรณ์พอสมควรแล้ว เชื่อว่า กกต.จะมีวิธีพิจารณาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และให้ความเป็นธรรมจากโอกาสในการชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา
.