เผยสาเหตุปลาตายปริศนาเกลื่อนแม่น้ำลาง เกิดจากมูลวัว-ควาย

เผยสาเหตุปลาตายปริศนาเกลื่อนแม่น้ำลาง เกิดจากมูลวัว-ควาย

View icon 20
วันที่ 18 พ.ค. 2569 | 11.07 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ปลาในแม่น้ำลางตายปริศนาเป็นจำนวนมาก อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน พบสาเหตุจากมูลวัว-ควาย ที่ชาวบ้านเลี้ยงแบบปล่อย ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ทำให้ทำให้แอมโมเนียเพิ่มขึ้น ออกซิเจนลดลง เชื้อแบคทีเรียสูง จนปลาพลวงหินเกิดความเครียดและตายในที่สุด

วันนี้ (18 พ.ค. 69) เวลา 09.10 น. ที่ผ่านมา รศ.ดร.อภันันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปเยี่ยมแม่ฮ่องสอนมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบตามที่สำนักข่าวได้เผยแพร่เรื่องราว เกี่ยวกับปลาในน้ำลางตายปริศนาเป็นจำนวนมาก ที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน สิ่งที่เห็นต้นทางคือวัว-ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพ เป็นเงินออมของครอบครัว ที่เกือบทุกบ้านเลี้ยงกันในต้นน้ำแม่แพม และลุ่มต้นน้ำลาง จึงได้คลายข้อสงสัยไปได้บางส่วน ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงวัว–ควายแบบปล่อยในพื้นที่ต้นน้ำ กับผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและการตายของปลาพลวงหินในแม่น้ำลาง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน โดยเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนสัตว์เลี้ยง ปริมาณมูลสัตว์ ผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานราชการ และกลไกทางนิเวศวิทยาของลำน้ำเข้าด้วยกัน

จากข้อมูลของผู้ใหญ่บ้าน พบว่าพื้นที่มีวัวและควายรวมประมาณ 2,801 ตัว ซึ่งเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ และสามารถเข้าถึงลำธารได้โดยตรง โดยสัตว์ประมาณ 40–50% หรือมากกว่านั้น ได้ลงกินน้ำหรือแช่น้ำในลำธาร ขณะที่จุดเลี้ยงส่วนใหญ่อยู่ห่างจากลำธารเพียง 0–10 เมตร ทำให้มูลสัตว์และปัสสาวะมีโอกาสไหลลงสู่ลำน้ำสูง โดยคาดว่ามูลสัตว์รวมมีปริมาณประมาณ 37.7 ตันต่อวัน และมีมูลที่เข้าสู่บริเวณลำธารโดยตรงประมาณ 15–19 ตันต่อวัน

กระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุจากมูลสัตว์โดยจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการสะสมของไนโตรเจนและเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนีย (NH₃) ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นพิษต่อปลา โดยเฉพาะในสภาพน้ำที่มีค่า pH สูงและอุณหภูมิสูงในช่วงหน้าแล้ง ผลตรวจคุณภาพน้ำในพื้นที่พบว่าค่า pH สูงถึง 8.64–9.60 และมีค่า BOD บางจุดสูงเกินมาตรฐานน้ำผิวดินประเภทที่ 3 ขณะที่ค่า fecal coliform สูงถึง 11,000 MPN/100 ml ซึ่งสะท้อนถึงการปนเปื้อนจากมูลสัตว์อย่างชัดเจน แม้ไม่พบสารกำจัดศัตรูพืชและโลหะหนักในระดับผิดปกติ

นอกจากนั้นกลไกผลกระทบต่อระบบนิเวศน้ำ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของแอมโมเนีย การลดลงของออกซิเจนละลายน้ำ (DO) การเพิ่มของตะกอน ความขุ่น และแบคทีเรียจากอุจจาระ ซึ่งส่งผลให้ปลาพลวงเกิดความเครียด หายใจลำบาก ว่ายน้ำผิดปกติ และมีความเสี่ยงต่อการตายสูง โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ปริมาณน้ำลดลง น้ำไหลช้า และเกิดการสะสมของมลพิษในวังน้ำลึก ขณะเดียวกัน พบว่าช่วงหน้าแล้งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิด NH₃ toxicity และการลดลงของ DO ขณะที่ฤดูฝนแม้จะมีการชะล้างตะกอนและเชื้อโรคสูง แต่การเจือจางของน้ำช่วยลดความเข้มข้นของแอมโมเนียได้บางส่วน

รศ.ดร.อภันันท์ ระบุว่า โดยสรุป การเลี้ยงวัว-ควายในพื้นที่ต้นน้ำ หากไม่มีระบบจัดการมูลสัตว์และแนวกันชนริมลำธาร อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศลำน้ำ และความเสี่ยงต่อการตายของปลาพลวงในแม่น้ำลางได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระดับเฉียบพลันและระยะยาว

ข้อมูลในพื้นที่พบว่า มีการเลี้ยงวัว 1,423 ตัว ควาย 1,378 ตัว รวม 2,801 ตัว เลี้ยงแบบปล่อยบนพื้นที่ดอย วัว-ควายลงกินน้ำ แช่น้ำ 40-50% จุดเลี้ยงห่างลำธาร 0-10 เมตร ไม่มีระบบจัดการมูลสัตว์ ทำให้มูลสัตว์เหล่านั้นไหลลงไปในแม่น้ำลาง ส่งผลให้เกิดอินทรีย์วัสดุสูงในลำน้ำ มีการใช้ออกซิเจนมากขึ้น เกิดไนโตรเจน/ฟอสฟอรัสสูง เกิดแอมโมเนีย (NH+) เชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระ และเกิดก๊าซและสารพิษอื่น ๆ และยิ่งแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาพลวงหินในถ้ำ หรือในวังน้ำลึก ส่งลผลให้เกิดผลกระทบต่อปลา ไม่ว่าจะเกิดการลดลงของออกซิเจนในน้ำเพื่อไปย่อยสลายมูลวัวและควาย ทำให้น้ำขุ่น มีตะกอนเพิ่ม ประกอบกับแสงส่องถึงลดลง รบกวนเหงือกปลา แหล่งอาศัยเสื่อมโทรม ปลาพลวงเกิดความเครียด ปลาเชื่องซึม/ลอยตัว ปลาตายเฉพาะจุด คุณภาพน้ำผันผวน หายใจลำบากเนื่องจากเหงือกอักเสบ ว่ายช้า ภูมิคุ้มกันลดลง และตายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม วิธีการแก้ไขปัญหาอยู่ที่ทางปศุสัตว์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมควรที่จะเข้าไปบริหารจัดการการเลี้ยงสัตว์แบบเปิด และไม่มีการกักกันสัตว์ไม่ให้ลงน้ำโดยตรง การปล่อยให้สัตว์ลงไปกินน้ำและถ่ายมูลลงไปในน้ำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์อย่างคาดไม่ถึง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง