สนามข่าว 7 สี - "ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา" สนับสนุนแนวคิด "นายกฯ อนุทิน" ทำอุโมงค์ หรือ ทางยกระดับ เพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดรถไฟ และเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหตุรถไฟชนรถเมล์ให้ข้อมูล วันพุธนี้
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ออกหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการขนส่งทางราง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก ขสมก. ตำรวจจราจร และตำรวจ สน. มักกะสัน มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.00 น. เพื่อสอบถามว่าทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎหมายจราจรหรือไม่ และอย่างไร
สว.วุฒิชาติ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนว่า ไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกัน เพราะเป็นการใช้เส้นทางสาธารณะร่วมกัน ตำรวจอาจต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น และการรถไฟฯ ต้องมีมาตรการเข้มข้นมากขึ้น
ส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดของ นายกฯ ว่า จุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ ควรทำเป็นทางยกระดับ หรือ เป็นอุโมงค์ในอนาคต เพื่อช่วยเรื่องความปลอดภัย และลดปัญหาการจราจรติดขัด
ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม จะมีการยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเห็นถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมส่งข้อคิดเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก
ขณะที่เมื่อวาน (18 พ.ค.) พรรคประชาชน มีการประชุม ครม.เงา โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ซึ่งหลังจากนี้ พรรคประชาชน จะใช้กลไกสภาฯ ในการค้นหาความจริง และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลต่อไป เช่นจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการคมนาคมในวันนี้ (19 พ.ค.)
พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน การดำเนินการตามโครงการส่วนต่อขยายทางรถไฟที่ขาดตอน หรือ Missing Link เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายที่ปลายทางขาดออกจากกัน ให้เดินทางถึงกันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 เพราะหากดำเนินการโครงการนี้ได้ ก็จะลดจุดตัดระหว่างรางรถไฟกับถนน
ขณะที่ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า สตช. พร้อมเป็นเจ้าภาพประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการการป้องกัน โดยเฉพาะยกระดับจุดตัดผ่านรถไฟ ยืนยันว่าจะไม่ให้เป็นแค่อุบัติเหตุ และดำเนินคดีเท่านั้น แต่ต้องไปจัดการในการป้องกันเยียวยาในระดับประเทศต่อไป