ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ลั่นแก้รุกที่ดินสาธารณะ ต้องใช้กฎหมายเคร่งครัด แนะส่วนกลางต้องช่วยดู โดยเฉพาะ “กรมป่าไม้ - กรมอุทยานฯ” เพราะรู้รายละเอียดมากกว่า จ่ออัปเดตคำนิยาม “ผู้มีอิทธิพล” ให้ชัดประกอบการจัดทำบัญชีแดง เผยหลังเชิญสถานกงสุลในภูเก็ตหารือ ปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติทำตัวกร่าง
วันนี้ (21 พ.ค. 69) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล กล่าวสรุปปัญหาต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่ จ.ภูเก็ต
โดยเฉพาะปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ มีความเห็นตรงกันว่าต้องมีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม , การบริหารจัดการที่ดิน และการกระจายอำนาจ ซึ่งที่ดินที่เป็นการบุกรุกโดยนายทุน และใช้ประชาชนบังหน้า ต้องจัดการด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วนปัญหาที่ดินสาธารณะในพื้นที่ทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้รุนแรง ในระดับจังหวัดน่าจะรับมืออยู่ แต่พื้นที่ที่มูลค่าสูง เช่น จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี มีความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อที่จะครอบครองสูง ตรงนี้หน่วยงานส่วนกลางต้องลงมาในพื้นที่ จะปล่อยให้หน่วยงานระดับจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปชนอย่างเดียว ตนก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงวันไหน
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป่าไม้ รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติป่าและพันธุ์พืช ต้องลงพื้นที่จัดการเองด้วย เพราะรายละเอียดทั้งหมดอยู่กับหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่หน้างานจะดูตามเอกสารตามเนื้อผ้า ขณะที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจในจังหวัด จะดำเนินการตามเอกสารหมายศาลของคดีได้เท่านั้น หากลงลึกกว่านั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาดู
นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องผู้อิทธิพล ซึ่งฝ่ายตำรวจขอให้มีการอัปเดตคำนิยามของผู้มีอิทธิพลให้ชัดเจน เพื่อประกอบการจัดทำฐานข้อมูล และบัญชีแดง จะได้ดำเนินการต่อไป ที่สำคัญจะต้องไม่ให้โตไปกว่านี้ เพราะถ้าโตจะจัดการลำบาก จากนั้นจะเป็นขั้นตอนดำเนินการปราบปราม และคุ้มครองพยานตามขั้นตอนของฝ่ายความมั่นคง
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปทั่วประเทศ ภาคใต้อาจจะไม่หนักเท่าไหร่แต่ต้องมีการจัดตั้งกลไกแก้ปัญหาให้ลึกลงไปถึงระดับอำเภอ ซึ่งฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครองเห็นตรงกันในเรื่องนี้
ขณะที่ ปัญหาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ถ้าพื้นที่ทั่วไปจะมองในมิติของนักท่องเที่ยวถูกทำร้าย แต่ในภาคใต้มีเพิ่มในมิตินักท่องเที่ยวถูกทำร้ายโดยคนไทยกับนักท่องเที่ยวเริ่มมีพฤติกรรมทำร้ายหรือสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้คนในพื้นที่
โดยเฉพาะจังหวัดหนาแน่น เช่น จ.สุราษฎร์ธานี จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ และ จ.พังงา วิธีแก้ไขคือต้องควบคุมธุรกิจ และกิจกรรมเสี่ยงในบางกิจกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น ธุรกิจรถเช่าที่ต่างชาติเช่ารถแล้วขับตรงนี้ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงเสนอให้มีกฎหมาย รวมถึงเรือหรือกิจกรรมทางน้ำที่ไม่มีกฎหมายรองรับจะต้องเร่งให้ออกกฏหมาย และต้องพัฒนาระบบซีซีทีวีแบบเรียลไทม์
นายนิรัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือกับสถานทูต และสถานกงสุล เพื่อให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฏหมายไทย โดยช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา มีการเชิญสถานกงสุลทั้งหมดในภูเก็ตมาพูดคุยถึงภาพรวม รวมถึงการเจาะลึกเฉพาะชาติที่มีความน่ากังวล เป็นการขอพูดคุยแบบจริงจัง
รวมถึงบังคับใช้กฎหมายโดยที่ไม่มีการประนีประนอม ซึ่งเป็นการพูดคุยกันชัดเจนว่าจะมีการดำเนินคดีโดยไม่ห่วงเรื่องการท่องเที่ยว แล้วถ้าความผิดร้ายแรงจะถูกส่งกลับประเทศ หากถึงขั้นจำคุกจะถูกแบล็คลิสต์ ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้เริ่มนิ่งแทบไม่กระเพื่อม หลังจากดำเนินการอย่างจริงจัง