พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะไปตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางพิษณุโลก อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียม ตามหลักมนุษยธรรม เมื่อพ้นโทษออกไปสู่สังคมภายนอก จะได้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ
เรือนจำกลางพิษณุโลก ควบคุมผู้ต้องขังกำหนดโทษตั้งแต่ 15 ปี ถึงตลอดชีวิต มีผู้ต้องขังชาย 5,253 คน ภายในสถานพยาบาลของเรือนจำ มีบุคลากร 12 คน ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 9 คน และนักจิตวิทยา 3 คน มีอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ 274 คน มีโรงพยาบาลวังทองเป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย เข้าไปตรวจรักษาโรคทั่วไป, โรคติดต่อไม่เรื้อรัง, ด้านทันตกรรม และด้านจิตเวช ผู้ต้องขังที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช 158 คน ทุกคนได้รับการดูแลรักษา บำบัดฟื้นฟู และมีกิจกรรมพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังติดยาเสพติด การขึ้นทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลแม่ข่าย ขึ้นทะเบียนคนพิการ และทะเบียนผู้สูงอายุ
จากนั้น เดินทางไปยังโรงพยาบาลวังทอง อำเภอวังทอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายของเรือนจำกลางพิษณุโลก และเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ในการรับผู้ต้องขังป่วยไปรักษาต่อ โอกาสนี้ องคมนตรี เชิญพระราชกระแสความห่วงใย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวแก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
โรงพยาบาลวังทอง มี "ห้องราชทัณฑ์ปันสุข" สำหรับรักษาผู้ต้องขังป่วย แยกออกจากผู้ป่วยทั่วไป เพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วยและด้านความปลอดภัย ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังเข้ารับการรักษา 2 คน ป่วยด้วยโรคระบบกระดูกและโรคระบบหลอดเลือด และ มีบริการตรวจรักษาด้วยระบบ Telemedicine เป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้ต้องขัง ทำให้สามารถได้รับการวินิจฉัยและตรวจรักษาจากแพทย์ และแพทย์เฉพาะทาง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ต่อจากนั้น เดินทางไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก อำเภอวังทอง ควบคุมผู้ต้องขังกำหนดโทษไม่เกิน 15 ปี มีผู้ต้องขังชาย 2,549 คน ภายในสถานพยาบาล มีพยาบาลวิชาชีพ 7 คน, นักจิตวิทยา 3 คน และ, มี อสรจ. 94 คน
และมีโรงพยาบาลวังทอง เป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย ดำเนินการพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้ต้องขัง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขภาพครบทุกคน โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องเอกซเรย์ทรวงอก พร้อมระบบAI จากกองทุนโลกสําหรับคัดกรองวัณโรคในผู้ต้องขังรายใหม่ทําให้ได้รับการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตและจิตเวช 111 คน ทุกคนได้รับการดูแลรักษา รวมทั้ง ดำเนินการประสานหน่วยงานปกครอง, ชุมชน และสาธารณสุขในพื้นที่ก่อนจะพ้นโทษ เพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง, ด้านการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังติดยาเสพติด มีการประเมินคัดกรอง ส่งต่อเข้ารับการบำบัดรักษา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจัดโครงการบำบัดฟื้นฟูด้วยกิจกรรมศิลปะบำบัด ศาสนบำบัด และอาชีวบำบัด
ในช่วงบ่าย เดินทางไปยังเรือนจำจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งควบคุมผู้ต้องขังกำหนดโทษไม่เกิน 15 ปี มีผู้ต้องขังชายและหญิง จำนวน 1,959 คน สถานพยาบาลของเรือนจำ มีพยาบาลวิชาชีพ 3 คน, นักจิตวิทยา 2 คน และ, มี อสรจ. 101 คน โดยมีโรงพยาบาลอุตรดิตถ์เป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย ดำเนินการพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้ต้องขัง ปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตและจิตเวช 67 คน ทุกคนได้รับการดูแลรักษา มีการจัดโครงการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังจิตเวช และผู้ต้องขังติดยาเสพติด ด้วยกิจกรรมศิลปะบำบัด ศาสนบำบัด และอาชีวบำบัด อาทิ เย็บปักถักร้อย, ช่างเสริมสวยและตัดผมหญิง, เครื่องดื่ม, อาหาร และขนมไทย
ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ 3 คน มีการให้ความรู้เรื่องสวัสดิการที่รัฐจัดให้กับมารดาและเด็กหลังคลอด และการขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
จากนั้น เดินทางไปยังโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายของเรือนจำจังหวัดอุตรดิตถ์ รับผู้ต้องขังป่วยไปรักษาต่อ มี "ห้องราชทัณฑ์ปันสุข" สำหรับรักษาผู้ต้องขังป่วย แยกออกจากผู้ป่วยทั่วไป เพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วยและด้านความปลอดภัย ปัจจุบันมีผู้ต้องขังชาย เข้ารับการรักษา 1 คน และมีบริการตรวจรักษาด้วยระบบ Telemedicine ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการรักษา ผู้ต้องขัง ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล สามารถรับการวินิจฉัยและตรวจรักษาจากแพทย์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
และเดินทางไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก มีเด็กและเยาวชน อยู่ในความดูแล จำนวน 88 คน ส่วนใหญ่กระทำความผิดทะเลาะวิวาท และไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย (ลักลอบเข้าเมือง) มีพยาบาลวิชาชีพ 3 คน, นักจิตวิทยา 1 คน มีโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก เป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย เข้าไปตรวจสุขภาพทั่วไป และสุขภาพจิต จัดทำแนวทางดูแลและการส่งต่อเด็กที่ป่วยร่วมกับเครือข่ายสาธารณสุข, ส่งเสริมการเรียนรู้ตามขั้นพื้นฐานและการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน.รวมทั้งการฝึกอาชีพพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคต มีศูนย์ฝึกอาชีพและพื้นที่จำลองการทำงานจริง เช่น "เมตตาคาเฟ่" เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคม
การดำเนินงานโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรม ที่พยายามทำให้ผู้ต้องขังได้รับบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขให้เท่าเทียมกับประชาชนทั่วไปให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม