สุริยะ ยังไหว ลงพื้นที่อุดรธานี แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง เร่งกรมชลฯ ศึกษาโครงการประตูระบายน้ำสามพร้าว
วันนี้ (25 พ.ค.69) หลังทุเลาจากอาการป่วย-อ่อนเพลีย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ และรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน ณ ประตูระบายน้ำสามพร้าว ตำบลสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลสามพร้าวที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเขตชุมชนเมือง สถานศึกษา พื้นที่เกษตรกรรม และเขตการพัฒนาใหม่ของจังหวัด ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิต รายได้ และความมั่นคงของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่
“วันนี้ สิ่งที่ผมมาดูไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำ แต่เป็นเรื่องของการส่งเสริมความมั่นคงของจังหวัดอุดรธานี ความมั่นคงของภาคเกษตร และความมั่นคงในชีวิตของประชาชน การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้องไม่ใช่การออกแบบจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องรับฟังข้อมูลจากประชาชน ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่ด้วย”
ทั้งนี้ จากรายงานของกรมชลประทาน พบว่า ระบบบริหารจัดการน้ำของฝายบ้านสามพร้าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นฝายน้ำล้นที่ไม่สามารถควบคุมการเปิด–ปิดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วงน้ำหลากระบายน้ำไม่ทัน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เมืองอุดรธานีและพื้นที่การเกษตรโดยรอบ ส่วนในช่วงฤดูแล้งจำเป็นต้องมีระบบกักเก็บน้ำที่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ดังนั้น แนวทางการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบตั้งแต่การระบาย การกักเก็บ และการจัดสรรน้ำ ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายสุริยะ ยังกล่าวอีกว่า กรมชลประทานได้เสนอแผนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยเตรียมเสนอของบประมาณในปี 2571 – 2572 วงเงินรวมประมาณ 800 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) โครงการก่อสร้างโรงสูบระบายน้ำ วงเงินประมาณ 500 ล้านบาท และ 2) โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกึ่งฝาย วงเงินประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมระดับน้ำ การระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก และการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง
“โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว มีเป้าหมายสำคัญ คือ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่เมืองอุดรธานีและพื้นที่โดยรอบ ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร ชุมชน และการเติบโตของเมืองในระยะยาว”
พร้อมกันนี้ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดสำรวจ ออกแบบ และจัดทำคำของบประมาณ เพื่อให้ทันต่อการเสนอของบปี 2571 – 2572 รวมถึงนำข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการให้ขุดลอกลำห้วยหลวงและลำห้วยซวงรวง ตลอดจนขยายสะพานบ้านแมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยได้มอบหมายให้กรมชลฯ ดำเนินการออกแบบ และพิจารณาบรรจุแผนโครงการไว้ในโอกาสแรก โดยย้ำว่า การออกแบบต้องเชื่อมโยงทั้งระบบ ไม่ใช่มองเฉพาะจุดก่อสร้าง แต่ต้องคำนึงถึงการป้องกันน้ำท่วม การกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้ง และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำห้วยหลวง