ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.1 สั่งจำคุกคนละ 3 ปี  2 อดีต ป.ป.ช. คดีไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.1 สั่งจำคุกคนละ 3 ปี 2 อดีต ป.ป.ช. คดีไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม

View icon 147
วันที่ 27 พ.ค. 2569 | 11.55 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.1 สั่งจำคุกคนละ 3 ปี  2 อดีต ป.ป.ช. คดีไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม เจ้าตัวกำลังยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ วีระ เผย เป็นคดีแรกที่ประชาชนฟ้องเอาผิดจนชนะ

วันนี้ (27 พ.ค.69) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เดินทางไปติดตามฟังผลคำพิพากษา คดีที่เป็นโจทก์ฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 12 คน มีส่วนในการปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยศาลใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อ่านคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องความว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อระหว่างวันที่ 22 ส.ค.62 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.67 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

1. จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมากและแหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ คือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตรดังกล่าว

2. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

3. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ224/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพล.อ.ประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 ส.ค.66

4. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตรโดยมิชอบ แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์

แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ในที่สุด ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เม.ย.69

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง…”

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายวีระ กล่าวว่า คดีนี้ตนยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมด 12 คน ต่อมาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลยกฟ้องไป 8 คน ทำให้เหลือจำเลย 4 คน และในจำนวนนี้มีจำเลย 2 คน มาขอให้ตนถอนฟ้อง โดยได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ตนจึงยอมถอนฟ้องให้ เหลือจำเลยเพียง 2 คน ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งจำคุกจำเลยคนละ 3 ปี ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 คน ก็กำลังทำเรื่องขอประกันตัวอยู่

สำหรับที่มาของการฟ้องร้อง เกิดขึ้นจากการที่ตนได้ทำการขอเอกสาร และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ทาง ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารจำนวน 3 รายการ แต่ทาง ป.ป.ช. กลับให้เอกสารมาไม่ถูกต้อง และไม่ครบถ้วนมาให้ จึงนำมาซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าว

นายวีระ กล่าวอีกว่า ตนรู้สึก "เฉยๆ" ไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรม ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และดีที่สุด ซึ่งคดีนี้เป็นคดีแรกที่ประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่กลับทำความผิดเสียเอง ได้สำเร็จจนถึงที่สุด ส่วนเรื่องการยื่นอุทธรณ์ ตนไม่กังวล หากมีการยื่นอุทธรณ์ พร้อมที่จะยื่นสู้ในประเด็นต่าง ๆ โดยในฐานะนักกฎหมาย ได้เตรียมแผนรับมือ ไว้หมดแล้ว และตัวเองก็ไม่มีอะไรจะฝากถึงใคร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง