“โรม” ผิดหวัง! ซัดมติสภาเสียงข้างมาก อุ้ม “ชนนพัฒฐ์” ไม่ส่งตัวให้ ”ดีเอสไอ“ ไล่บี้สภากำลังเป็นเกราะกำบังนักการเมืองโยงทุนสีเทา เตือนหากสุดท้ายหลบหนี เท่ากับมีส่วนร่วมทำลายกระบวนการยุติธรรม จี้ ตม.-ตำรวจ คุมเข้มชายแดน หวั่นหลบหนีนอกประเทศ
29 พ.ค. 69 นายรังสิมันต์ โรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมสภา มีมติเสียงข้างมากไม่ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.พรรคกล้าธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่า ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นแน่นอน เราไม่ได้ตัดสินว่า นายชนนพัฒฐ์ ผิดหรือไม่ผิด แต่หากดูข้อหา และคดีที่อาจมีมูลอะไรบางอย่าง คิดว่า การที่เราใช้มาตรฐานแบบที่ผ่านมาคือ การไม่ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ให้ฝ่ายบ้านเมืองได้ดำเนินคดี การทำแบบนี้เหมือนกับเราไปปกป้อง คนที่ถูกกล่าวหาอาชญากรรมข้ามชาติ และข้อหาอื่น ๆ ดังนั้น การทำแบบนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อสภา
อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ควรเอากรณีอื่นไปเทียบเคียง สามารถใช้พิจารณาว่า อนุมัติตามคำร้องของฝ่ายบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร เป็นดุลพินิจของเรา จะมาอ้างว่า ที่ผ่านมาเคยมีหลักปฏิบัติแบบนี้ และต้องปฏิบัติแบบนี้ต่อไป การทำแบบนั้น สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา ควรจะดูจากความร้ายแรงเป็นเรื่องที่มีมูลหรือไม่ และดูให้เห็นว่า กรณีแบบนี้กับแบบอื่น แตกต่างกันอย่างไร อย่างคดีที่มีนักการเมืองบางคนหยิบอ้างนั้น กรณีนี้ต้องบอกว่า มันไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องประชาธิปไตย ถามว่า การมีประชาชนมาเรียกร้องประชาธิปไตยผิดหรือไม่ มันไม่ผิด ดังนั้นข้อเท็จจริงมันแตกต่างกันการใช้ดุลพินิจของสภา ก็ควรแตกต่างกัน
สถานการณ์วันนี้ที่นักการเมืองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ยังถือหลักปฏิบัติแบบนี้ ตนเองเป็นห่วง เพราะว่า อาจจะรู้กันดีหรือเปล่าว่า มีนักการเมืองหลายคนที่อาจเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน การพนันออนไลน์ ทุนสีเทา หากให้สภายอมให้บ้านเมืองดำเนินการต่าง ๆ ได้ เกรงว่า ในไม่ช้าจะลุกลามบานปลายไปถึงคนกลุ่มอื่นหรือไม่ ตนเองแต่สันนิษฐาน อย่างไรก็ตาม วันนี้ยอมรับว่า น่าผิดหวัง และทำลายความน่าเชื่อถือของสภา
ส่วนที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ให้เฝ้าระวัง รวมไปถึงตามแนวชายแดน หรือช่องทางธรรมชาตินั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า กันไว้ก่อน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรามีมีมติทำนองนี้ และปรากฏในภายหลังว่า ตามจับไม่ได้ บางกรณีศาลพิพากษาแล้วด้วยซ้ำ จนถึงวันนี้ยังตามจับไม่ได้ ดังนั้น ไม่รู้ว่า สุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ จะหนีไปที่ต่างประเทศหรือไม่ แต่สิ่งที่ควรจะทำคือ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หรือรัฐบาลอาจมีการสั่งการไปหน่วยงานของตำรวจ ให้เฝ้าระวัง คิดว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ เรารู้อยู่แล้วว่า สภาปิดสมัยประชุมเมื่อไร วันสุดท้ายของการประชุมสภาคือเมื่อไร ดังนั้นควรเตรียมเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เริ่ม นี่คือสิ่งที่สามารถรู้ได้ เช่นเดียวกันนายชนนพัฒฐ์ เป็น สส. ภาคใต้ ไม่ค่อยไกลชายแดนเท่าไร และคิดว่าพื้นที่ส่วนนั้นก็ต้องเฝ้าระวัง หากปรากฏว่า มีการหลบหนีจริง ซึ่งหวังว่า คงจะไม่มีการเกิดขึ้น แต่หากมีการหลบหนี ต้องมีการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมถึงหละหลวม และปล่อยให้มีการหลบหนี
ดังนั้น วันนี้สิ่งที่ทำได้ และควรทำให้เป็นเยี่ยงอย่าง คือต้องไม่มีนักการเมืองคนใดที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทา สามารถรอด จากการดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมืองไปได้ หากนายชนนพัฒฐ์ มีพฤติกรรมไม่ถูกดำเนินคดีต่อไปในวันข้างหน้า คิดว่า สภาแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรมที่จะเอานักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทามาลงโทษ และปล่อยให้หลุดรอดไป
ส่วนมองว่า นายชนนพัฒฐ์ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจริงหรือไม่ เพราะลุกขึ้นชี้แจงเพียงไม่กี่นาที นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองกังวล เพราะสมัยเป็นประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ เคยเชิญนายชนนพัฒฐ์ มาในสมัยประชุม ปรากฏว่า นายชนนพัฒฐ์ ไม่มาที่ กมธ. เลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีหนังสือส่งมาด้วยซ้ำ ดังนั้น ตอบไม่ได้ว่า นายชนนพัฒฐ์ จะให้ความร่วมมือหรือไม่ เข้าสู่กระบวนการทำหรือไม่ ตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้คือ วันนี้สิ่งที่สภาได้ทำลงไป ผ่านเสียงข้างมากที่ยกมือโหวต หากสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราปฏิเสธความรับผิดรับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้เลย ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำเนินคดีเอาผิดกับนักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทาไม่สามารถเกิดขึ้นได้