WHO เรียกร้องชาติทั่วโลกทบทวนมาตรการปิดพรมแดน หลังอีโบลาระบาดหนักในคองโก ยูกันดา

WHO เรียกร้องชาติทั่วโลกทบทวนมาตรการปิดพรมแดน หลังอีโบลาระบาดหนักในคองโก ยูกันดา

View icon 6
วันที่ 31 พ.ค. 2569 | 14.54 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (31 พ.ค. 69) เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ที่ออกมาตรการห้ามเดินทางหรือปิดพรมแดนเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา ทบทวนมาตรการดังกล่าว

เทดรอสกล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมที่เมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอีตูรีทางตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดในปัจจุบัน ว่า มาตรการจำกัดด้านการเดินทางและการปิดพรมแดนอาจทำให้การควบคุมโรคมีความยากลำบากมากขึ้น

พร้อมทั้งบั่นทอนความโปร่งใสและความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาชีวิตผู้คน

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะที่ได้รับการอนุมัติ แต่ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวว่า ผู้ป่วยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างทันท่วงที

แม้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับโรคอีโบลาที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่เทดรอสระบุว่า ผู้ป่วยยังสามารถหายจากโรคได้ หากได้รับการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทันท่วงที

เทดรอสเสริมว่า การเดินทางเยือนเมืองบูเนียครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อพบปะและรับฟังชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาด ซึ่งจนถึงขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยต้องสงสัยสะสมมากกว่า 1,000 รายแล้ว

ด้านกระทรวงสาธารณสุขยูกันดาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (29 พ.ค. 69) ที่ผ่านมา ว่า พบผู้ติดเชื้ออีโบลายืนยันแล้ว 9 คนหลังตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 คน ในกรุงกัมปาลา

ขณะที่ โรเจอร์ คัมบา รัฐมนตรีสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กล่าวว่า หากสถานการณ์เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศมีโอกาสควบคุมและยุติการระบาดได้ภายในระยะเวลา 4-6 เดือน โดยอาศัยประสบการณ์จากการรับมือโรคระบาดในอดีตและข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคอีโบลา

คัมบาระบุว่า เป้าหมายเร่งด่วนคือการจำกัดการแพร่ระบาดให้อยู่ภายใน 3 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อีตูรี นอร์ทคิวู และเซาท์คิวู พร้อมป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น

นอกจากนี้ คัมบายังเปิดเผยว่า คองโกได้ยกระดับศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ โดยขณะนี้ไม่มีตัวอย่างตรวจค้างสะสมแล้ว หลังจากตรวจตัวอย่างไปแล้วราว 900 ตัวอย่าง และพบผลเป็นบวกประมาณ 260 ตัวอย่าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง