"กรณ์" ชำแหละ TH-AI Passport ละลายเงิน 1,600 ล้าน หวั่นโครงการฯ ไม่ได้เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ดักคอใช้กองทุน DE หนีการตรวจสอบสภาฯ รัฐบาลกำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปี?
วันนี้ (1 มิ.ย.69) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่า การดำเนินการของฝ่ายค้านหลังจากนี้ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้แทนกระทรวงดิจิทัลฯ มาชี้แจ้ง และจะเชิญนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาร่วมรับฟังและสอบถามด้วย
นายกรณ์ ยังตั้งข้อสงสัยว่า โครงการฯ งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ประเทศจะได้จะได้อะไรงอกเงยขึ้นมา และประชาชนจะได้ประโยชน์จริงกี่คน ซึ่งการจะแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ให้คนไทย 5 ล้านคน ฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุนของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือ DE Fund เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงแบบฟรีได้อยู่แล้ว ดังนั้น ที่น่าคิดคือตัวเลข 5 ล้านคน และจากข้อมูลที่เปิดเผยในชั้นกรรมาธิการฯ ดูเหมือนไม่ได้เริ่มมาจากฐานความต้องการจริง แต่เริ่มจากการรู้ว่า กองทุนฯ มีเงินเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท และนำมาตั้งโครงการทอนกลับมาให้พอดีกับวงเงิน
นายกรณ์ เห็นว่า โครงการฯ ดังกล่าวมีความย้อนแย้งมาก โดยเฉพาะเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริง เพราะสำหรับประชาชนทั่วไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มระดับโลก ล้วนเปิดให้ใช้งานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งศักยภาพของเวอร์ชันฟรีนั้น เก่งเกินพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งสิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาด จึงไม่ใช่สิทธิ์ตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy แต่รัฐบาล กลับแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม Builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจก ก็ไม่พอใช้งานเพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง
นายกรณ์ ระบุว่า คนทำงานจริงต้องการใช้ผ่าน API ที่คิดเงินตามปริมาณ Token แต่รัฐกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปเหมาซื้อตัว Pro มาแจกปูพรมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนคนที่จะใช้งานลึก ๆ รัฐก็ไม่ได้ซัพพอร์ตระบบขั้นสูงให้ และในบรรดา 5 ล้านสิทธิ์นี้ จะมีคนที่นำไปใช้งานจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงกี่คน ที่สำคัญในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปี ถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็ คือ ทิ้งทันที แต่เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้ง และแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะ ๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้แย่มาก
นายกรณ์ ยังอธิบายหลักคิด เมื่อใช้เงินระดับพันล้านว่า สิ่งที่รัฐต้องวัดไม่ใช่แค่ มีคนกดรับสิทธิ์ไหม แต่ต้องตอบว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนนี้ เพราะรัฐบาลกำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปี แทนการสร้างสินทรัพย์ และเจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือ ต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลัก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาวของประเทศ แต่โครงการนี้กลับมีลักษณะเป็นงบดำเนินการ หรือ โอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ซึ่งครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ ก็หมดไปพร้อมกับสิทธิ์ใช้งานของประชาชน แถมกระบวนการอนุมัติ ยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณตามปกติของสภาฯ
ดังนั้น การที่รัฐชี้แจงว่าวิธีนี้ คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนพัฒนาบุคลากร จึงเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เพราะการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปให้คนทดลองใช้ คือ การสร้าง Users เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยี อย่าง Builders และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย
นายกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมักชี้แจงโครงการฯ นี้ รันอยู่ใน Data Centre ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่งหรือ Prompt จะถูกจัดเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศ โดยผู้ให้บริการ AI จะเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบนิรนามและยืนยันว่าช่วยปกป้องอธิปไตยทางข้อมูลว่า ในความเป็นจริง จะต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้าง กับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพราะแม้บริษัทต่างชาติ จะมาลงทุนตั้งตึก Data Centre ในไทย แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดล AI และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้าน ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่า และทำกำไรสูงสุด ยังเป็นของต่างชาติ 100% ดังนั้น การทำสัญญาเช่าใช้แบบนี้ ต่อให้ตึกตั้งอยู่ในประเทศ ทันทีที่หมดสัญญาเช่า ระบบก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงิน และคุณค่าทางเทคโนโลยีก็ไหลออกนอกประเทศอยู่ดี
นายกรณ์ ยังกล่าวถึงความโปร่งใสใน TOR ว่า เอกสารประกวดราคาโครงการนี้ กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุเพียงกว้าง ๆ ว่าเป็น ค่า Token ของ AI โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 5 แสนรายต่อชั่วโมง และเมื่อคำนวณจริง พบว่า จะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น จะรองรับพอกับความต้องการได้อย่างไร และยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วัน ช่วงหยุดยาวปีใหม่
ท่าทีของ รมว.ดีอี ที่ตอบกระทู้ว่า "ใครจะได้รับงาน ไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ" นั้น ในฐานะผู้บริหารสูงสุด จะปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเงินภาษี และการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้โปร่งใสไม่ได้ เพราะหากมีทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1,600 ล้านนี้ แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิ์แค่ 1 ปี โดยไม่ได้มีกรรมสิทธิข้อมูล รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า เช่น เปลี่ยนเงินก้อนนี้ ให้เป็นงบลงทุน เพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้ มีอายุใช้งาน 3 ถึง 5 ปี และสามารถเปลี่ยนงบ ให้เป็นสมบัติแผ่นดิน ที่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่ และทำให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกันในห่วงโซ่มูลค่าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง
นายกรณ์ ยังเห็นว่า การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดี แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่า งบประมาณ 1,600 ล้านนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติ ผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมด ก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน