ห้องข่าวภาคเที่ยง - เจ้าหน้า ปปท. พบว่า บริษัทเอกชน นำเครื่องสแกนใบหน้า เข้าไปติดในโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดนครปฐม ทั้งที่ไม่มีการ ประกวดราคาตามกฎหมาย ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ถูกต้นสังกัดสั่ง ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ติดตามจากคุณหนึ่ง อรรถพล ดวงจินดา ในช่วงคอลัมน์ หมายเลข 7
เป็นการลงพื้นที่ขยายผล ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปท. เขต 7 และคอลัมน์หมายเลข 7 หลังจากรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นทั้งผู้ปกครอง และบุคลากรภายในโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ที่ให้ข้อมูล ถึงความไม่โปร่งใสของผู้บริหารโรงเรียน จากการใช้งบประมาณของโรงเรียน จนกระทบต่อการบริหารจัดการภายใน ทำให้เด็กเล็กอย่างเด็กอนุบาล ต้องขาดอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ทั้งแปรงสีฟัน ยาสีฟัน แก้วน้ำ ทั้งที่ ผู้ปกครองของนักเรียนกว่า 2,400 คน ได้จ่ายค่าเล่าเรียนบำรุงการศึกษาประจำภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ประจำปี 2569 ไปแล้ว กระทั่งเปิดเรียนมาแล้ว 2 สัปดาห์ ผู้ปกครองจึงต้องหาซื้ออุปกรณ์มาให้บุตร-หลาน ไปใช้ในโรงเรียนแทน
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เจ้าหน้าที่ ปปท. เห็นกันชัด ๆ ตรงประเด็นการใช้เงินส่วนนี้ ที่มีการเตรียมนำไปใช้ติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้า Student Care หลังจากที่ผู้อำนวยการโรงเรียน อนุญาตให้เอกชน เข้าไปติดตั้ง รอบโรงเรียนแบบเบ็ดเสร็จ ถึง 8 จุด โดยมีแผนการใช้งบประมาณ ในโครงการนี้ ถึง 1.2 ล้านบาท ทั้งที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง และบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยผู้บริหารโรงเรียนยอมรับว่าใช้วิธีโยกเงิน จากค่าบริการจัดการนักเรียน ที่ผู้ปกครองต้องจ่าย คนละ 400 มาใช้
แม้ว่า ระบบการสแกนใบหน้านี้ จะเป็นเรื่องดี ที่จะช่วยเช็กยอด นักเรียนที่เข้า-ออก ภายในโรงเรียน เพื่อความปลอดภัย แต่พบว่า กระบวนการดำเนินการนี้ สุ่มเสี่ยงอาจเข้าข่ายทำผิด พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ
พ.ร.บ. ป้องกันการฮั้วประมูล
ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ซึ่งปฏิเสธที่ให้ข้อมูลกับคอลัมน์หมายเลข 7 ในตอนแรก แต่สุดท้ายยอมชี้แจงกรณีนี้ต่อหน้าผู้ปกครองนักเรียนส่วนหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบ โดยยอมรับว่าทำเรื่องนี้ผิดพลาด เพราะมีเอกชนเข้ามายื่นข้อเสนอ จึงตกลงให้มีการติดตั้ง เพื่อทดสอบระบบ จากนั้นจึงค่อยดำเนินการแข่งขันประกวดเสนอราคา หรือ e- Bidding หลังจากนี้
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเรื่องราว ของปัญหาภายในของโรงเรียนนี้ หลังพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนมีความขัดแย้งกัน จนกระทบต่อการบริหารจัดการภายใน รวมทั้งการใช้งบประมาณ ที่มีมากถึง 25-30 ล้านบาท/เทอม หลังจากโรงเรียน เลี่ยงบาลีช่วงปิดภาคเรียนให้นักเรียน เรียนปรับฐานแทน ทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออก คำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการแนวนโยบายเกี่ยวกับการไม่จัดการเรียนภาคฤดูร้อน
เบื้องต้น เรื่องนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ผู้บริหารโรงเรียนที่เกี่ยวข้องแล้ว ขณะนี้ผลสอบ อยู่ที่ฝ่ายนิติกร จะได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้
ล่าสุด มีเอกสารการตอบรับยกเลิกสัญญา การใช้บริการระบบ และถอนติดตั้งอุปกรณ์สแกนใบหน้า จากบริษัทเอกชนมาที่โรงเรียนอนุบาลนครปฐมแล้ว และได้เข้าไปถอดอุปกรณ์ เครื่องสแกนใบหน้า หรือ Student Care ทั้งหมดออกจากพื้นที่โรงเรียนอนุบาลนครปฐมแล้ว
การขยายผลตรวจสอบครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ปปท. เขต 7 รับเรื่องร้องเรียนนี้ไว้พิจารณาแล้ว รวมทั้งได้รับการติดต่อจากโรงเรียนอื่นในจังหวัดนครปฐมที่ให้เอกชนไปติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้านักเรียน โดยไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายมีลักษณะเดียวกันกับโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ซึ่งหลังจากนี้ เตรียมร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เข้าไปให้ความรู้ หลักปฏิบัติทางกฎหมายกับผู้บริหารโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดนครปฐม เพื่อป้องปรามมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก