หนุ่มขับรถส่งผู้ป่วยแจงยิบ ปัดขับเบียดแย่งเคส ตอกกลับกู้ชีพคู่กรณี ผลตรวจฉี่ม่วง

หนุ่มขับรถส่งผู้ป่วยแจงยิบ ปัดขับเบียดแย่งเคส ตอกกลับกู้ชีพคู่กรณี ผลตรวจฉี่ม่วง

View icon 15
วันที่ 4 มิ.ย. 2569 | 14.18 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
หนุ่มขับรถส่งผู้ป่วย ออกมาตอกกลับกู้ชีพคู่กรณี ยืนยัน ไม่ได้จงใจขับรถเบียดแย่งผู้บาดเจ็บตามที่ถูกกล่าวหาว ช็อก ! ผลตรวจคู่กรณี ฉี่สีม่วง 

วันนี้ ( 4 มิ.ย. 69 ) จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโลกโซเชียล หลังมีการเผยแพร่คลิปอุบัติเหตุรถกู้ชีพของมูลนิธิแห่งหนึ่ง ขับชนกับรถตู้รับส่งผู้ป่วยเอกชน โดยสังคมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการขับรถเบียดแย่งผู้บาดเจ็บกันในพื้นที่ กทม. ล่าสุด นายจักรพันธ์ สร้อยพวง คนขับรถส่งผู้ป่วยเอกชนคู่กรณี ได้ออกมาชี้แจงความจริงอีกด้าน โดยยืนยันว่า ตนไม่ได้จงใจขับรถเบียดเพื่อแย่งเคสผู้บาดเจ็บตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมเปิดเผยข้อมูลชวนช็อกว่า พนักงานขับรถกู้ชีพคู่กรณี มีผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติด

นายจักรพันธ์ เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ ตนกำลังขับรถตู้ส่วนตัว ซึ่งเป็นรถรับจ้างส่งผู้ป่วย รับจากบ้านไปโรงพยาบาล และรับกลับ เพื่อไปรับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในระหว่างทางได้ยินวิทยุสื่อสารแจ้งว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ตนก็ไม่ได้สนใจอะไรและขับรถมาตามทางปกติในเลนกลาง ต่อมาพบรถพยาบาลของกู้ชีพคู่กรณี ขับออกมาจากโรงพยาบาลย่านเกษตร ด้วยความเร็วสูง และขับส่ายไปมาดูน่าอันตราย ตนจึงตั้งใจจะขับแซงขึ้นหน้า ไปเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายของตน โดยในจังหวะนั้นเลนขวาสุดว่าง ตนจึงเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวเบี่ยงออกขวา แต่อยู่ ๆ รถกู้ชีพคันดังกล่าวกลับหักเลี้ยวซ้ายเข้ามาทันทีเพื่อจะเข้าหาผู้บาดเจ็บที่อยู่ฝั่งซ้าย ซึ่งตนมองไม่เห็นในตอนแรก ทำให้รถกู้ชีพพุ่งเข้ามาชนรถของตน

นายจักรพันธ์ ยืนยันว่า ถ้าตนคิดจะแย่งเคส ตนต้องหักลงเลนซ้ายตั้งแต่แรกแล้ว เพราะคนเจ็บอยู่ฝั่งซ้าย แต่ตนวิ่งอยู่เลนกลางและกำลังจะแซงขวา ภาพกล้องหน้าคันอื่นก็เห็นชัดเจนว่าตนกำลังตรงไปข้างหน้า ไม่ได้มีเจตนาจะปาดหน้าแย่งคนเจ็บเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายหักมาชนผม ซึ่งทางพนักงานสอบถามแล้ว เขาก็ยอมรับเองว่าเขาผิดและประมาทที่หักรถมาชนเรา

นายจักรพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุได้มีการเชิญตัวทั้งสองฝ่ายไปที่ สน. เพื่อสอบปากคำ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด ผลปรากฏว่า ผลตรวจของนายจักรพันธ์ เป็นลบ ขึ้น 2 ขีด ไม่พบสารเสพติดใดๆ แต่ในส่วนของคนขับรถกู้ชีพคู่กรณี ตรวจครั้งแรกพบผลเป็นบวก ขึ้นขีดเดียว เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ด้วยชุดตรวจอันใหม่ แต่ผลก็ยังคงออกมาเป็นบวกเช่นเดิม ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บรรจุขวดน้ำปัสสาวะส่งไปตรวจแยกสารอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลเพื่อยืนยันผลอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า รถของตนเป็นรถนอกระบบและไม่ได้จดทะเบียนกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. นายจักรพันธ์ ชี้แจงด้วยอารมณ์ตัดพ้อว่า รถกู้ชีพในกรุงเทพฯ ที่วิ่งกันอยู่ทุกวันนี้ มีไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์หรือห้าสิบคัน ด้วยซ้ำที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องทั้งหมด ส่วนตัวตนเองนั้นเรียนจบหลักสูตรปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินเบื้องต้น หรือ EMT มีศักยภาพในการช่วยชีวิตคนเจ็บเท่ากับคนบนรถกู้ชีพคันนั้น ตนเคยยื่นเรื่องขอจดทะเบียนรถให้ถูกต้องแล้วถึงสามสี่ปี แต่ทางระบบกลับไม่ยอมอนุมัติให้ ซึ่งตนมองว่าเป็นความล้มเหลวของระบบการจัดการ ไม่ใช่ความผิดของภาคประชาชนที่อยากออกมาช่วยคน

นายจักรพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชากรในกรุงเทพฯ มีเป็นล้านๆ คน รถกู้ชีพในระบบไม่เคยพออยู่แล้ว วันๆ หนึ่งคนเจ็บต้องนอนรอรถพยาบาลเป็นชั่วโมงๆ บางรายแขนขาหักรอจนเสียโอกาสในการรักษา จนญาติเขาต้องยอมควักเงินจ้างรถเอกชนนอกระบบแบบพวกผมมารับ เรื่องนี้คือความจริงที่ต้องยอมรับ วันนี้ต่อให้ผมต้องโดนจับหรือถูกลงโทษผมก็ยอม แต่อยากให้สังคมมองว่าพวกเราออกมาเพื่อช่วยเสริม ไม่ใช่มาแย่งงานกัน นอกจากนี้ยังยืนยันว่าตนเองไม่เคยมีประวัติการแย่งผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บกับมูลนิธิอื่น แต่ยอมรับเคยมีปัญหากับมูลนิธิเดิมที่เคยสังกัดอยู่เป็นที่แรกก่อนย้ายมาสังกัดมูลนิธิแห่งที่ 2

ข่าวที่เกี่ยวข้อง