วันนี้ (7 มิ.ย. 69) สปสช. เผยผลการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระบบบัตรทอง แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง หลังรุกพัฒนาสิทธิประโยชน์และขับเคลื่อนนโยบาย “โรคมะเร็งรักษาทุกที่” ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาเพิ่มเกือบ 2 เท่า จาก 3.58 แสนคนในปี 2564 เป็นกว่า 6.33 แสนคนในปี 2568 ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่จาก 1.66 แสนคน เพิ่มเป็น 2.48 แสนคนต่อปี
ส่วนอัตราการเสียชีวิตลดลงจากเฉลี่ยร้อยละ 20.3 เหลือร้อยละ 11.8 ด้านเลขาธิการ สปสช. ย้ำโรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องเร่งคัดกรอง ค้นหา และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดการเสียชีวิตและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของประชาชน
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า โรคมะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญของคนไทย และยังมีแนวโน้มพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ขณะที่การรักษาจำเป็นต้องอาศัยการเข้าถึงบริการที่รวดเร็ว ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ด้วยเหตุนี้ สปสช. ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง การค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การขยายโอกาสเข้าถึงการรักษา ตลอดจนการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการแพทย์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดความรุนแรงของโรค และลดการสูญเสียในระยะยาว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ตลอดช่วงปี 2556-2569 สปสช.ได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มบริการใหม่และยกระดับการรักษาเป็นลำดับ เริ่มจากปี 2556 บรรจุสิทธิประโยชน์การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก่อนขยายการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปี 2560 ต่อเนื่องด้วยปี 2561 ที่เพิ่มวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) สำหรับนักเรียนหญิงชั้น ป.5 และเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในปี 2563 ได้ยกระดับการคัดกรองด้วย HPV DNA Test พร้อมนำร่องบริการเคมีบำบัดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะที่ปี 2564 ขับเคลื่อนนโยบาย “โรคมะเร็งรักษาทุกที่” เพื่อลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการรักษา ส่วนปี 2565 ได้เพิ่มการตรวจยีน BRCA1 และ BRCA2 สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่มเสี่ยงสูงและญาติสายตรงตรวจพบยีนส์กลายพันธุ์ รวมถึงการตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก
จากนั้นในปี 2567 ได้ขยายสิทธิประโยชน์สู่บริการทางการแพทย์ขั้นสูงมากขึ้น ทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ การรักษาด้วยรังสีโปรตอน และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ปี 2568 ปรับวัคซีน HPV เป็นชนิด 9 สายพันธุ์ พร้อมสนับสนุนค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วยเพื่อเข้ารับบริการเฉพาะทาง และล่าสุดในปี 2569 ได้เพิ่มบริการรังสีรักษาด้วยอุปกรณ์ใส่แร่ที่ผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ
รวมถึงการรักษาด้วยเครื่อง MR Linac สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเฉพาะทาง สะท้อนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านโรคมะเร็งของระบบบัตรทองที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรอง ไปจนถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง
นอกจากนี้ สปสช.ยังได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ อาทิ การบูรณาการระบบรักษาโรคมะเร็งให้เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศในปี 2557 ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพการรักษา และนโยบาย “โรคมะเร็งรักษาทุกที่” ในปี 2564 ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ ทำให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่มีความพร้อมได้สะดวกขึ้น ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มความต่อเนื่องในการรักษา
ผลจากการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องสะท้อนผ่านข้อมูลบริการในระบบบัตรทอง โดยปีงบประมาณ 2568 มีผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับบริการรวม 633,866 คน เพิ่มขึ้นจาก 357,737 คนในปีงบประมาณ 2564 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 5 ปี ขณะที่จำนวนครั้งบริการผู้ป่วยนอกเพิ่มจาก 1,677,509 ครั้ง เป็น 3,522,486 ครั้ง และจำนวนครั้งบริการผู้ป่วยในเพิ่มจาก 490,519 ครั้ง เป็น 627,165 ครั้ง
ที่สำคัญ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในระบบบัตรทองลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 20.3 ในปีงบประมาณ 2564 เหลือร้อยละ 11.8 ในปีงบประมาณ 2568 หรือเฉลี่ยปีละ 7-8 หมื่นคน สะท้อนผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของการเพิ่มการเข้าถึงบริการและการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรม
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการลงทุนพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยมะเร็งของประเทศไทยกำลังสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยมีระบบบัตรทองรองรับซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษา และ สปสช. จะเดินหน้าพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งได้เข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพ เทคโนโลยีทันสมัย และเท่าเทียม ลดอัตราการสูญเสียจากโรคมะเร็งร้าย และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ในท้ายนี้สิ่งที่อยากฝากไว้ คือปัจจุบันโรคมะเร็งหลายชนิดรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งภายใต้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบบัตรทอง มีสิทธิประโยชน์คัดกรองโรคมะเร็ง ทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม
เพื่อคนไทยทุกคนทุกสิทธิ สามารถเข้ารับบริการตรวจคัดกรองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยบริการในระบบบัตรทอง สายด่วน สปสช. 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือช่องทาง ออนไลน์ของ สปสช.