วันนี้ (7 มิ.ย. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม นำทีมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานจากเหตุอุทกภัยปี 2568 พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมเชื่อม 2 ฝั่งทะเล (อันดามัน - อ่าวไทย) ชูไฮไลต์โครงการอุโมงค์ "บาโรย - ทุ่งตำเสา" ที่จะเข้ามาพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่างอย่างยั่งยืน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้ลงตรวจจุดที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปี 2568 บริเวณสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา ทางหลวงหมายเลข 4145 (ตอนคลองแงะ - บาโรย) ซึ่งปัจจุบัน กรมทางหลวงได้นำสะพานแบริ่งมาติดตั้ง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชนสัญจรได้ชั่วคราว
กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ได้เร่งรัดการทำงานเพื่อคืนพื้นที่ผิวจราจรให้กับชาวบ้านให้ได้เร็วที่สุด และได้เตรียมเสนอของบประมาณปี 2570 เพื่อใช้ก่อสร้างสะพานให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงขอให้พี่น้องชาวตำบลคลองแงะ และพื้นที่บาโรยเชื่อมั่นได้ว่าภายในปี 2570 สะพานแห่งนี้ จะเสร็จสมบูรณ์อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขับเคลื่อนโครงการเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อ จ.สงขลา สตูล และปัตตานี ผ่านทางหลวงหมายเลข 4145 และ 4137 ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การก่อสร้างอุโมงค์ความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะลดระยะทางเดินทางได้ถึง 50-60 กิโลเมตร และประหยัดเวลาได้กว่า 40 นาที ในการเดินทางจาก ต.บาโรย จ.สงขลา ถึง ต.ทุ่งตำเสา จ.สตูล
โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถนนเส้นนี้ เป็นความหวังของประชาชนมาไม่น้อยกว่า 40 ปี ผมในฐานะที่ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ หากเส้นทางนี้สำเร็จ พี่น้องจาก อ.สะเดา หรือนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ที่จะไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปากบารา หรือตำมะลัง จ.สตูล จะประหยัดเวลาการเดินทางได้อย่างมหาศาล
พร้อมระบุว่า ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ
โดยกรมทางหลวง จะดำเนินการศึกษาและออกแบบอย่างรัดกุม โดยจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์ลอดผ่าน ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด เพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชนและสังคมโลก พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกร่วมกันให้โครงการนี้ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเดินหน้าต่อไปได้
ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเป็นเส้นทางเชื่อมจังหวัดที่ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียสู่หมู่เกาะตะรุเตา เกาะเภตรา และเกาะหลีเป๊ะ รวมถึงกระตุ้นการค้าชายแดน สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม