สนามข่าว 7 สี - ดรามาข้ามสัปดาห์ หลักเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีลูกที่นำชื่อพ่อ-แม่ไปลดหย่อนภาษี เมื่อคืนมีรายงานข่าว ย้ำว่าเป็น "รายงานข่าว" ระบุว่า นายกรัฐมนตรี สั่งยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว หลังมีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
เมื่อช่วง 22.30 น.คืนที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงการคลัง ยกเลิกการใช้มาตรลดหย่อนภาษีค่าอุปการะพ่อ-แม่ มาเป็นเกณฑ์กลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับนโยบายไปทบทวนรายละเอียด คาดว่าจะแถลงข่าวรายละเอียดวันนี้ (8 มิ.ย.) ก่อนเดินทางไปเยือนเวียดนาม ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี
ข้อมูลดังกล่าวเป็นแค่รายงานข่าว ยังไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล คุณผู้ชมเกาะติดหน้าจอเอาไว้ เพราะทีมข่าวการเมืองของเรามีหมายไปส่งนายกรัฐมนตรี ขึ้นเครื่องบินไปเวียดนาม เวลา08.00 น. จะมีการสอบถามประเด็นนี้ว่ามีข้อเท็จจจริงอย่างไร
ว่ากันด้วยเงื่อนไขข้อดังกล่าว ต้องยอมรับว่าถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด แม้ทางกระทรวงการคลัง จะบอกว่าสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ผ่าน 5 ช่องทาง ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ หากลูกไม่เลี้ยงดู
หากผลการอุทธรณ์ ยืนยันว่าลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง ลูกจะสูญเสียสิทธิการนำชื่อพ่อ-แม่ไปหักลดหย่อนภาษีในปีภาษีนั้น ๆ และอาจถูกกรมสรรพากร ตรวจสอบความถูกต้องของการยื่นภาษีย้อนหลัง เงื่อนไขดังกล่าวยิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์บานปลายไปมาก
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาว "เห็นด้วยกับการจัดระเบียบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้งบประมาณภาษีของพี่-น้องไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ แต่มาตรการลูกนำชื่อพ่อ-แม่ไปลดหย่อนแล้วถูกตัดสิทธิ ขู่จะตรวจสอบย้อนหลัง ตึงเกินไป ขาดความยืดหยุ่น ไม่เข้าใจวิถีชีวิตคนหาเช้ากินค่ำอย่างแท้จริง การใช้เงื่อนไขแบบเหมาเข่ง น่าจะสร้างปัญหามากกว่าสร้างทางออก
ในโลกของความเป็นจริง ค่าลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดูพ่อ-แม่ 30,000 บาทต่อปี คิดเฉลี่ยตกเดือนละเพียง 2,500 บาท ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ เงินจำนวนวันละไม่ถึง 100 บาท ไม่เพียงพอกับค่ายา ค่าครองชีพของผู้สูงอายุด้วยซ้ำ
สิ่งที่ผิดหวังที่สุด คือ ท่าทีและการแสดงออกของรัฐ เลือกใช้วิธีจับผิด โยนภาระกลับมาให้ประชาชน หากไม่ยอมรับเกณฑ์นี้ ให้ผู้สูงอายุไปทำเรื่องยื่นอุทธรณ์เอาเอง ผลักให้พ่อ-แม่วัยชรา ต้องดิ้นรนไปพิสูจน์ความเดือดร้อน
บางกรณีถึงขั้นต้องไปแจ้งความยืนยันว่าลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง เพื่อแลกกับสิทธิที่ควรได้รับ ไม่ใช่แนวทางที่มีประสิทธิภาพ แต่มันคือการสร้างเงื่อนไขที่บั่นทอน สร้างรอยร้าวในสถาบันครอบครัวไทย โดยไม่จำเป็น
อยากให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ มีมิติความเป็นมนุษย์มากกว่านี้ เพราะปัจจุบันเรามีระบบฐานข้อมูลดิจิทัลมากมาย แทนที่จะนำมาใช้เพื่อจับผิด และตัดสิทธิประชาชน
ผมขอเสนอให้นำข้อมูลมาบูรณการ ร่วมกับฐานข้อมูลระดับพื้นที่ ผ่านกลไกชุมชน ฝ่ายปกครอง หรือ อสม. ตรวจสอบเชิงรุกว่า สถานะความเดือดร้อนของแต่ละครอบครัวเป็นอย่างไร จริง ๆ การบริหารนโยบายสาธารณะที่ดี ควรใช้ทั้งหลักเกณฑ์และความเข้าอกเข้าใจประชาชนไปพร้อมกัน ขอร้องว่าอย่าเพิ่มภาระให้พ่อแม่ของเรา ต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์ จากนโยบายที่ตึงเป๊ะ จนขาดความเป็นมนุษย์แบบนี้เลยครับ"
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน มองว่า ปมพ่อ-แม่ถูกตัดสิทธิ เพราะลูกยื่นลดหย่อนภาษี ตัวเลขและตรรกะอาจจะยังไม่สมเหตุสมผล อยากให้กระทรวงการคลัง ผู้ออกนโยบาย เป็นผู้อธิบายว่าด้วยตรรกะอะไร เพราะบางครั้งพ่อ-แม่ อาจจะเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ เป็นเรื่องที่ต้องนำไปปรับปรุง
ส่วนคำถามว่าในฐานะที่เคยอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทยมาก่อน มองทางออก หรือวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นายชัยวัฒน์ ระบุ ตนเองคิดว่าให้ฝ่ายนโยบายของกระทรวงการคลัง เป็นผู้อธิบายดีกว่า
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย อัดคลิปฟาดรัฐบาล อย่าหาทำลูกนำชื่อพ่อ-แม่ไปยื่นลดหย่อนภาษี แล้วถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 300 บาท เป็นเรื่องที่ไม่ควร 300 บาท อาจไม่มากสำหรับรัฐ แต่สำคัญมากสำหรับคนที่ลำบากจริง พร้อมบอกด้วยว่า "อย่าให้คนจนต้องกระเสือกกระสนพิสูจน์สิทธิกันอีกเลย เวลามีน้อย ไปทำเรื่องที่ช่วยประชาชนให้มากกว่านี้ดีกว่า"